Category: ็HRDD
-

แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก
*บันทึกนี้เป็นการสรุปการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ในประเด็น “แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก” เมื่อวันที่ 22 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากในรัฐคะฉิ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และความเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์โลกและการขัดกันทางอาวุธในเมียนมา จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition* การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศและมีพรมแดนติดต่อกับจีนและอินเดีย กำลังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมถึงส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก Zung Ting ตัวแทนจากรัฐคะฉิ่น ระบุว่า พื้นที่นี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทับทิม หยก และแร่หายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีความต้องการทรัพยากรสูง อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งจากทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งโอกาสให้กับประชาชนในคะฉิ่น แต่กลับกลายเป็นความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 60 ปีและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ทำให้คะฉิ่นกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยากจนที่สุดในโลก แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมถึงมีภูเขาหิมะแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แร่หายากในคะฉิ่น โดยเฉพาะแร่หนัก (Heavy Rare…
-

ภาคประชาสังคมออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ จี้ไทยเร่งปฏิรูประบบสิทธิมนุษยชน–แรงงาน–คอรัปชั่น-สิ่งแวดล้อม-ผลกระทบข้ามแดน ก่อนเข้าร่วม OECD
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เครือข่ายภาคประชาสังคม 8 องค์กร/เครือข่าย ที่รณรงค์ติดตามประเด็นด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลต่อสภาพปัญหา “หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม–แรงงาน” ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศได้ยื่นบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum) เพื่อเข้าสู่กระบวนการเป็นภาคีสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ขณะที่ ฟรานติเช็ก รูซิกกา (František Ružička) รองเลขาธิการ OECD เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้นำระดับสูง ในวาระเดียวกันยังได้เข้ามายังรัฐสภาไทยเพื่อบรรยายในหัวข้อ “Reform and Legislative Adoption Journey to OECD Membership” โดยในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการเข้าสมาชิก OECD โดยเฉพาะการเป็นกลไกในการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับตราสาร ทางกฎหมายของ OECD ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2567 ที่ไทยได้รับเชิญให้เข้าสู่กระบวนการหารือการเข้าเป็นสมาชิก OECD ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก และภารกิจที่จะต้องดำเนินการร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อให้การทำงานเกิดความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของรัฐสภาไทย (Advisory Council on…
-

สถานการณ์ที่ต้องจับตา: ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 มิติ
ในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีเสวนาติดตาม “สถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนใน 4 มิติ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากตัวแทนภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กร เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์และความเห็นในมิติต่าง ๆ ตาม 4 ประเด็นหลักของแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ แผน NAP มิติแรงงาน นาตยา เพชรรัตน์ จากศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (Stella Maris) เล่าถึงประสบการณ์ทำงานกับแรงงานทั้งในไทยและไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แรงงานจำนวนมากยังต้องเผชิญ ทั้งภาระค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ช่องว่างทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า เธออธิบายว่าแรงงานจำนวนมากต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางสูงถึงราว 70,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ถูกผลักให้เป็นภาระของลูกจ้าง แม้บริษัทจัดหางานจะระบุว่าช่วยออกให้บางส่วน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหนี้ผูกพันที่นายจ้างนำไปใช้กดดันไม่ให้ลูกจ้างฟ้องร้องเมื่อเกิดการละเมิด สิ่งนี้สะท้อนปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยรัฐ ด้วยการออกข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในกระบวนการจัดหางาน เช่น เอกสาร วีซ่า หรือใบอนุญาตทำงาน ควรเป็นภาระของนายจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง นาตยายังกล่าวถึงกรณีคดีแรงงานที่ตนทำร่วมกับ HRDF ซึ่งแม้ศาลมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยตั้งแต่ปี 2020 แต่จนถึงปัจจุบันแรงงานยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ขณะเดียวกันอีกหลายกรณีก็ประสบปัญหาเดียวกัน…
-

ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน
ในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีเสวนาหลายเวทีด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือวงเสวนา “ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้งภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตัวแทนขององค์การระหว่างประเทศ โดยมีผู้ดำเนินรายการคือวิภาพร วัฒนวิทย์ จาก Thai PBS ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย_ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงต่อเนื่อง ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ร่วมก่อตั้งจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่าประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องเฉพาะทาง แต่เป็นกรอบปัญหากว้างที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ทรัพยากร การคุ้มครองผู้ปกป้องสิทธิ และผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งทุกมิติสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริงในปัจจุบัน ในประเด็นแรงงาน ทนายความสิทธิมนุษยชนชี้ให้เห็นความซับซ้อนของข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้แรงงานแทบไม่สามารถใช้สิทธิในการชุมนุมได้ แม้จะรวมตัวในสถานประกอบการก็ถูกห้าม หากออกไปชุมนุมนอกพื้นที่ก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะที่มีลักษณะคล้ายการ “ขออนุญาต” มากกว่า “การแจ้ง” ทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี ตัวอย่างเช่นกรณีแรงงานยานภัณฑ์ที่ถูกเลิกจ้างและออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาแทนที่จะได้รับการช่วยเหลือ นอกจากนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสหภาพแรงงาน ประกันสังคม หรือแม้แต่งานด้านเอกสารพื้นฐาน เช่น การทำใบขับขี่…
-

กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า
กรุงเทพฯ, 4 ธันวาคม 2568 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ชี้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเสนอแนะให้กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยผู้ร้องระบุว่า ขณะนั้นกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ กฟผ. (ผู้ถูกร้องที่ 3) กำลังจัดทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ผู้ร้องกังวลว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วมเกาะแก่งต่างๆ ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน และประชาชนขาดข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ผลกระทบ การตอบสนองต่อข้อห่วงกังวล และมาตรการป้องกันเยียวยา ผู้ร้องจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538…
-

เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน
วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ณ อาคารคชสาร โรงเรียนองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ หลังจัดเวทีลักษณะเดียวกันวานนี้ (10 พ.ย.) ณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก่อนการประชุมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายในนามเครือข่ายประชาชนปกแ้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนด้วยการชูป้ายที่มีข้อความว่า “ไม่เอาฝาย” “ยกเลิก MOU USA” “เราต้องการน้ำสะอาด ไม่ใช่ฝาย” พร้อมกันนี้ยังได้อ่านแถลงการณ์นะบุข้อความให้มีการหยุดเหมืองที่ต้นทาง ไม่เอาฝายดักตะกอน และให้มีการยกเลิก MOU แร่สำคัญที่ทำกับสหรัฐอเมริกาที่เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นตัวแทนภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำโดยมี โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับและลงนามในหนังสือ ต่อมาในเวทีการประชุม โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่าเวทีวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนเป็นหลักว่าอยากให้ทำอะไร หากอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานก็จะลงมือทำให้ทันที และหากไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบก็จะประสานต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รองอธิบดีกล่าวว่าหากเวทีวันนี้ประชาชนยืนยันไม่เอาฝายดักตะกอนก็จะไม่เดินหน้าต่อ กรมทรัพยากรน้ำเน้นเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เน้นเรื่องการก่อสร้าง เรายืนยันว่าเราจะยุติการสร้างฝายดักตะกอน จะไม่มีการสร้างฝายในขณะนี้ เพราะชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะท่าตอนเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เอา…
-

ชาวท่าตอนแสดงพลัง-จุดยืน ประสานเสียงพร้อมตะโกนและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน – ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในต.ท่าตอน กว่า 350 คน ร่วมกันแสดงจุดยืนชูป้ายที่มีข้อความหลากหลาย หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเกี่ยวกับการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอน ในเวที “การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย” โดยมีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่น… “No ฝายดักตะกอน” “ไม่เอาฝายดักตะกอน” “เยียวยาประชาชน” “ฟื้นฟูกก สาย รวก โขง สาละวิน” “จัดหาแหล่งน้ำให้ทุกภาคส่วน” “No No No MoU Critical Minerals” “ไม่เอา MoU พิษ” หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ได้มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งตัวแทนชาวบ้านหลายฝ่ายจากหลายหมู่บ้านในตำบลท่าตอนต่างลุกขึ้นมาแสดงความเห็นและความกังวลต่อการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอนทั้งข้อมูลและการศึกษาที่ไม่เดียงพอโดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตร สุขภาพ และที่ดินทำกิน สำหรับพื้นที่ที่จะกลายเป็นฝาย/บ่อดักตะกอนและลานตากตะกอน ที่แทบไม่ได้ถูกพูดถึงในการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงอีกทั้งหน่วยงานพยายามย้ำว่านี่ไม่ใช่ฝายแต่เป็นบ่อดักตะกอน และว่าหากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างบ่อดักตะกอนที่นำเสนอหน่วยงานก็จะไม่ผลักดันต่อ โดยในระหว่างการชี้แจง ชาวบ้านท่าตอนยังคงแสดงออกซึ่งความไว้ใจและยืนยันชัดเจนถึงการไม่เอาฝายดักตะกอน ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีการให้ประชาชนที่มาเข้าร่วมทำแบบสอบถามผ่านการสแกน QR Code โดยมีคำถามว่า… “ท่านเห็นว่า…
-

Blood Money Campaign แถลงการณ์ประณาม PTTEP และ Gulf Petroleum สนับสนุนเผด็จการทหารด้วย “เงินเปื้อนเลือด” จากโครงการก๊าซใหม่
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 – กลุ่มรณรงค์หยุดเงินเปื้อนเลือด หรือ Blood Money Campaign (BMC) ซึ่งเป็นแนวร่วมของนักกิจกรรมเมียนมาและองค์กรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามบริษัทพลังงานไทยอย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) และ Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ว่ามีส่วนร่วมในการส่งรายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งเมียนมาให้กับคณะเผด็จการทหารเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้เงินดังกล่าวสนับสนุนอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แถลงการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหลังจากบริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่งถอนตัวจากโครงการก๊าซในเมียนมาเนื่องจากรัฐประหารเมื่อปี 2564 เช่น Petronas (เมษายน 2565), TotalEnergies (กรกฎาคม 2565) และ Chevron (เมษายน 2567) บริษัทไทยได้เข้ามารับช่วงแทน โดย PTTEP กลายเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการ Yadana (ถือหุ้น 62.963%) และ Zawtika (ถือหุ้น 80%) ร่วมกับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหาร ขณะที่…