Category: Dams
-

AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…
-

การเข้าถึงการเยียวยาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: ความท้าทาย ยุทธศาสตร์ และข้อเสนอแนะเพื่อการเปลี่ยนแปลง
(แปลภาษาไทยจากเอกสาร “Access to Remedy in Mekong Region: Challenges, Strategies, Recommendation for Changes” โดย EarthRights International: ERI) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2024 EarthRights International และ Just Ground ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเข้าถึงการเยียวยาสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนและพันธมิตรได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายและกลยุทธ์ สร้างคำแนะนำเพื่อการเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนเพื่อการเยียวยาและความยุติธรรมในภูมิภาค นักเคลื่อนไหวในชุมชน ทนายความ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่นๆ มากกว่า 30 คนเข้าร่วมการอบรมนี้ รวมถึงผู้เข้าร่วมจากชุมชนแนวหน้า ชุมชนพื้นเมือง และองค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมทุกคนและส่งเสริมการสนทนาอย่างตรงไปตรงมา ผู้เข้าร่วมได้รับแจ้งว่าข้อมูลที่พวกเขาแบ่งปันจะถูกใช้ในรูปแบบสรุปนี้ แต่จะไม่ใช้ชื่อบุคคล การอบรมที่ดำเนินมาตลอดทั้งวันประกอบด้วยการประชุมกลุ่มย่อย 2 ครั้ง โดยครั้งหนึ่งเน้นที่การสนับสนุนระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ทางตุลาการ และอีกครั้งหนึ่งเป็นการหารือเกี่ยวกับการฟ้องร้องข้ามพรมแดนและกลยุทธ์ของรัฐในการแสวงหาการเข้าถึงการเยียวยา ส่วนที่เหลือของการอบรมเน้นที่การสร้างวิสัยทัศน์ว่าการเข้าถึงการเยียวยาควรมีลักษณะอย่างไรในอนาคต รวมถึงการหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราหวังว่าเอกสารนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น และเราจะยังคงแบ่งปันข้อมูลและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการต่อสู้เพื่อการเยียวยาที่มีประสิทธิผลสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความเป็นจริงในปัจจุบัน: อุปสรรคหลายประการในการเยียวยา…
-

JOINT SUBMISSION TO THE UNIVERSAL PERIODIC REVIEW OF LAO PDR IN PROCESS OF #UPR2025
UNITED NATIONS HUMAN RIGHTS COUNCIL 49th Session of the Working Group on the Universal Periodic Review April/May 2025 JOINT SUBMISSION OF THE INTERNATIONAL COMMISSION OF JURISTS, THE EXTRA –TERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION AND EARTHRIGHTS INTERNATIONAL TO THE UNIVERSAL PERIODIC REVIEW OF LAO PDR Please read more in the link below
-

รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”
คณะกรรมาธิการการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร การลงทุนระหว่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศเป็นสองเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งสองเสาหลักนี้มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยการค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ และขยายตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ อันเนื่องมาจากการปรับลดเงื่อนไขเพื่ออานวยความสะดวกให้นักลงทุน โดยขาดมาตรการในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยในการทางาน รวมถึงการประเมินและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ภาคแรงงาน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหามลพิษทางน้าและอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศ นอกจากนั้นในบางกรณี การค้าระหว่างประเทศก็นาไปสู่การสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตต้องลดต้นทุน ซึ่งบางครั้งนาไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ได้แก่ สิทธิแรงงาน เช่น การจ่ายค่าแรงต่ากว่ามาตรฐาน หรือการบังคับใช้แรงงาน หรือการบังคับให้ต้องยอมรับความตกลงที่ส่งผลต่อสิทธิเกษตรกร และทรัพยากรชีวภาพ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงระหว่างประเทศ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การลงทุนระหว่างประเทศนั้น ก็ส่งผลเป็นการช่วยกระจายเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญข้ามพรมแดน ซึ่งนาไปสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตและการสร้างนวัตกรรม แต่ก็นามาซึ่งความท้าทายและผลกระทบต่าง ๆ เช่น ความเหลื่อมล้าทางเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเทศที่รับการลงทุน (Host Countries) เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการลงทุน การจัดการควบคุมสารปนเปื้อนมลพิษอย่างเหมาะสม นาไปสู่มลพิษทั้งทางน้าและทางอากาศ ผลกระทบจากการสูญเสียการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมจากการเคลื่อนย้ายแรงงานนอกพื้นที่เข้ามาในพื้นที่ เป็นต้น คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ จึงพิจารณาเห็นควรศึกษาเรื่องผลกระทบทาง ด้านสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ…
-

จากห้วยทรายสู่หลวงพระบาง: ลำนำชีวิต 300 กิโลเมตรบนสายน้ำโขง
แม่น้ำโขงไม่ใช่เพียงผืนน้ำที่ทอดยาวมากกว่า 4,900 กิโลเมตร แต่มันคือ “สายเลือด” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมหลายชั่วอายุคน บนเส้นทางล่องเรือ Slow Boat จากห้วยทรายสู่หลวงพระบาง สายน้ำดูสงบ แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามาอีกระลอก: เขื่อนปากแบง และ เขื่อนหลวงพระบาง กำลังรุกล้ำ ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่น ภายใต้วาทกรรมพลังงานที่ถูกกล่าวอ้างว่า “สะอาด” และช่วยลดโลกร้อน การเดินทางครั้งนี้ คือบทบันทึกของธรรมชาติที่กำลังถูกคุกคาม และคำถามต่อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ที่เราต้องหยุดทบทวน ใครได้ประโยชน์ และ ใครกันที่ต้องสูญเสีย? แม้เขื่อนจะถูกโฆษณาเป็น “พลังงานสะอาด” แต่แท้จริงกลับสร้างมลพิษ เช่น การเน่าของพืชใต้น้ำปล่อยก๊าซมีเทน อีกทั้งเขื่อนยังทำลายเส้นทางปลาและระบบนิเวศที่ยั่งยืนตามธรรมชาติ โครงการเขื่อนก่อให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน การละเมิดสิทธิชุมชน และขาดการชดเชยที่เป็นธรรม การพัฒนาในรูปแบบนี้เป็นการผลักภาระทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับคนท้องถิ่น ขณะที่ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติและผู้มีอำนาจเท่านั้น การพัฒนาที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่ายั่งยืน หากต้องการพลังงานที่แท้จริง เราควรมุ่งสู่การใช้พลังงานทางเลือกที่โปร่งใสและยั่งยืน รวมคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ บทความชุดภาพ (photo essay) ฉบับนี้อยากเชื้อชวนให้ผู้ชมทุกท่านค่อย ๆ ละเลียดไปกับทัศนียภาพความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและวิถีชีวิตผู้คนบนเรือช้าเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน…
-

รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”
อนุกรรมาธิการศึกษาการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
-

สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ “ภาวะโลกเดือด” ประเด็นเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกเดือดและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน งานเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม“ จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในบริบทภาพกว้างระดับสากล ไทย และอาเซียน กอปรกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค พร้อมทั้งอภิปรายถึงผลกระทบของการลงทุนข้ามพรมแดนต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ในหลากหลายมิติ ได้แก่ 1) ดร. กฤษฎา บุญชัย จากเครือข่าย Thai Climate Justice For All 2) ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) 3) กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ดำเนินรายการโดยธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กรรมการอำนวยการ (ทางเลือก) จัดงานประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง…
-

จดหมายถึงธนาคารไทย 6 แห่ง ขอให้ทางธนาคารในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน ได้ส่งจดหมายถึงธนาคารทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารทิสโก้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย นอกจากนั้นทางคณะทำงานฯ ยังได้สำเนาจดหมายถึง 4 หน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ 2. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 4. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเนื้อหาในจดหมายมีรายละเอียดดังนี้ “สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2554 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ให้สินเชื่อแก่บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด มหาชน เพื่อดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างแห่งแรกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เมื่อเขื่อนไซยะบุรีได้เริ่มผลิตไฟฟ้า ก็ปรากฎรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ…
-

กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย
“กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากเขื่อนภูงอย พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากหลายฝ่าย – คนอุบลฯ หวั่นวิกฤตน้ำท่วมเมือง สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสี่ยงเสียดินแดน “ เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2567 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยที่ปรึกษา พยานผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำภูงอย ซึ่งเครือข่ายประชาชนและภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากห่วงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง การประมง น้ำเท้อย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมยาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยในวันแรกของการลงพื้นที่ตรวจสอบ (16 พ.ค. 2567) กสม. ลงพื้นที่ไปยังจุดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 7 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรจบแม่น้ำชี-แม่น้ำมูล บ้านวังยาง อ.วารินชำราบ 2) รับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 และลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย…
-

อ่างเก็บน้ำแม่น้ำคลาแมธถูกระบายน้ำออกเพื่อโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ต้นฉบับแปลจาก: https://scitechdaily.com/klamath-river-reservoirs-drained-for-worlds-largest-dam-removal-project/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR0yVdE45wgZkwHNxcHDB99h4lJN6yjlJxhQKYrlLyp8_8HnTS8fnxAxKVw_aem_AZvPg4gNP8MacfyLUHCHyb76_lgLsWH95jsr_R3FlRcq0mVirYxI3vV9maXm5mNPACpk8CWmtkKRTQUMbu96NUhk การรื้อเขื่อนในแม่น้ำคลาแมธซึ่งครอบคลุมระหว่างปี 2566 ถึง 2567 ถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกันที่มุ่งฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งโดยการรื้อเขื่อนหลัก 4 แห่ง แม่น้ำคลาแมธทางตอนใต้ของรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือมีอิสระมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567 เขื่อน 4 แห่งจากทั้งหมด 6 แห่งริมแม่น้ำถูกทำลายและอ่างเก็บน้ำถูกระบายออกไป การดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งหลายร้อยไมล์ ถือเป็นโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเหตุผลของโครงการ เขื่อนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Iron Gate, Copco No. 1, Copco No. 2 และ JC Boyle ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1918 ถึง 1962 เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการปรับปรุงให้ทันสมัยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยูทิลิตี้ที่เป็นเจ้าของเขื่อนจึงเลือกที่จะรื้อถอนการก่อสร้างแทน นอกเหนือจากการขจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่แล้ว โครงการนี้คาดว่าจะกำจัดระบบนิเวศและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากสาหร่ายที่เป็นพิษ ซึ่งมีระดับที่เป็นอันตรายในอ่างเก็บน้ำเป็นประจำมาตั้งแต่ปี 2548 ความพยายามในการฟื้นฟูจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูพื้นที่หลายร้อยเอเคอร์และฟื้นฟูประชากรปลาใน แม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น แม่น้ำ ที่มีผลผลิตปลาแซลมอนมากเป็นอันดับสามบนชายฝั่งตะวันตก ขั้นตอนแรกของการกำจัดเขื่อน เขื่อนแรกที่จะถูกรื้อออกคือคอปโกหมายเลข 2…