Category: report

  • SUBMISSION OF THE EXTRATERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION FOR THE EXAMINATION OF LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC’S INITIAL REPORT UNDER THE INTERNATIONAL COVENANT ON ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS

    SUBMISSION OF THE EXTRATERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION FOR THE EXAMINATION OF LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC’S INITIAL REPORT UNDER THE INTERNATIONAL COVENANT ON ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS

    SUBMISSION OF THE EXTRATERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION FOR THE EXAMINATION OF LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC’S INITIAL REPORT UNDER THE INTERNATIONAL COVENANT ON ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS Submitted on 8 August 2025 The Extra–Territorial Obligation Watch Coalition (ETOs Watch Coalition) is a network of NGOs that focuses on transboundary issues related to human rights, community…

  • การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยกับโจทย์เชิงโครงสร้างด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยกับโจทย์เชิงโครงสร้างด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

    OECD คืออะไร และไทยจะได้อะไร องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จุดมุ่งหมายหลักของ OECD คือการเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบตลาดและยึดหลักประชาธิปไตย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐาน นโยบาย และแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ความเป็นธรรมทางสังคม และธรรมาภิบาลของรัฐ OECD ไม่ได้เป็นองค์กรให้เงินกู้หรือความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรง หากแต่ทำหน้าที่เป็น “องค์กรกำหนดมาตรฐานเชิงนโยบาย” (standard-setting body) ผ่านการจัดทำงานวิจัย การเปรียบเทียบเชิงนโยบายระหว่างประเทศ (peer review) และการออกตราสารระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาต่อต้านคอร์รัปชัน แนวปฏิบัติด้านบรรษัทภิบาล แนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติ และกรอบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชน อาจกล่าวได้ว่า OECD เป็นพื้นที่ที่ประเทศสมาชิกยอมเปิดระบบนโยบาย กฎหมาย และการบริหารรัฐของตนให้ถูกตรวจสอบ วิพากษ์ และเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และมาตรฐานสากล ในบริบทโลกปัจจุบัน OECD มีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้กำหนดกรอบกติกาเชิงอ่อน” (soft…

  • กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและเหมืองแร่ในเมียนมา

    กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและเหมืองแร่ในเมียนมา

    *บันทึกนี้เป็นการสรุปเนื้อหาจากการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ด้าน กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ในเมียนมา เมื่อวันที่ 23 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรอบกฎหมาย การบังคับใช้ และสถานการณ์ความซับซ้อนในพื้นที่จริง จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition*   เอ มอน ตู นักกฎหมายจากเมียนมา ได้อธิบายถึงกรอบกฎหมายด้านการทำเหมืองแร่และสิ่งแวดล้อมของเมียนมาที่ในเชิงทฤษฎีถือว่ามีความครบถ้วน ทั้ง กฎหมายเหมืองแร่ (Mining Law), กฎระเบียบและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Law) และ กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Procedure) ซึ่งนักลงทุนและบริษัทเหมืองแร่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการทำเหมือง โดยเฉพาะ เหมืองแร่หายาก (Rare Earth Mining) ตั้งอยู่ใน เขตปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ เช่น รัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลกลาง ทำให้ กฎหมายและกระบวนการอนุมัติจากรัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดช่องว่างทางกฎหมายขึ้นอย่างชัดเจน เอ มอน ตู…

  • แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก

    แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก

    *บันทึกนี้เป็นการสรุปการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ในประเด็น “แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก” เมื่อวันที่ 22 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากในรัฐคะฉิ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และความเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์โลกและการขัดกันทางอาวุธในเมียนมา จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition*   การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศและมีพรมแดนติดต่อกับจีนและอินเดีย กำลังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมถึงส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก Zung Ting ตัวแทนจากรัฐคะฉิ่น ระบุว่า พื้นที่นี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทับทิม หยก และแร่หายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีความต้องการทรัพยากรสูง อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งจากทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งโอกาสให้กับประชาชนในคะฉิ่น แต่กลับกลายเป็นความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 60 ปีและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ทำให้คะฉิ่นกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยากจนที่สุดในโลก แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมถึงมีภูเขาหิมะแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แร่หายากในคะฉิ่น โดยเฉพาะแร่หนัก (Heavy Rare…

  • ภาคประชาสังคมออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ จี้ไทยเร่งปฏิรูประบบสิทธิมนุษยชน–แรงงาน–คอรัปชั่น-สิ่งแวดล้อม-ผลกระทบข้ามแดน ก่อนเข้าร่วม OECD

    ภาคประชาสังคมออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ จี้ไทยเร่งปฏิรูประบบสิทธิมนุษยชน–แรงงาน–คอรัปชั่น-สิ่งแวดล้อม-ผลกระทบข้ามแดน ก่อนเข้าร่วม OECD

    เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เครือข่ายภาคประชาสังคม 8 องค์กร/เครือข่าย ที่รณรงค์ติดตามประเด็นด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลต่อสภาพปัญหา “หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม–แรงงาน” ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศได้ยื่นบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum) เพื่อเข้าสู่กระบวนการเป็นภาคีสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ขณะที่ ฟรานติเช็ก รูซิกกา (František Ružička) รองเลขาธิการ OECD เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้นำระดับสูง ในวาระเดียวกันยังได้เข้ามายังรัฐสภาไทยเพื่อบรรยายในหัวข้อ “Reform and Legislative Adoption Journey to OECD Membership” โดยในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการเข้าสมาชิก OECD โดยเฉพาะการเป็นกลไกในการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับตราสาร ทางกฎหมายของ OECD ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2567 ที่ไทยได้รับเชิญให้เข้าสู่กระบวนการหารือการเข้าเป็นสมาชิก OECD ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก และภารกิจที่จะต้องดำเนินการร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อให้การทำงานเกิดความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของรัฐสภาไทย (Advisory Council on…

  • สถานการณ์ที่ต้องจับตา: ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 มิติ

    สถานการณ์ที่ต้องจับตา: ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 มิติ

    ในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีเสวนาติดตาม “สถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนใน 4 มิติ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากตัวแทนภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กร เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์และความเห็นในมิติต่าง ๆ ตาม 4 ประเด็นหลักของแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ แผน NAP มิติแรงงาน นาตยา เพชรรัตน์ จากศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (Stella Maris) เล่าถึงประสบการณ์ทำงานกับแรงงานทั้งในไทยและไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แรงงานจำนวนมากยังต้องเผชิญ ทั้งภาระค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ช่องว่างทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า เธออธิบายว่าแรงงานจำนวนมากต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางสูงถึงราว 70,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ถูกผลักให้เป็นภาระของลูกจ้าง แม้บริษัทจัดหางานจะระบุว่าช่วยออกให้บางส่วน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหนี้ผูกพันที่นายจ้างนำไปใช้กดดันไม่ให้ลูกจ้างฟ้องร้องเมื่อเกิดการละเมิด สิ่งนี้สะท้อนปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยรัฐ ด้วยการออกข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในกระบวนการจัดหางาน เช่น เอกสาร วีซ่า หรือใบอนุญาตทำงาน ควรเป็นภาระของนายจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง นาตยายังกล่าวถึงกรณีคดีแรงงานที่ตนทำร่วมกับ HRDF ซึ่งแม้ศาลมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยตั้งแต่ปี 2020 แต่จนถึงปัจจุบันแรงงานยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ขณะเดียวกันอีกหลายกรณีก็ประสบปัญหาเดียวกัน…

  • ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

    ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

    ในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีเสวนาหลายเวทีด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือวงเสวนา “ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้งภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตัวแทนขององค์การระหว่างประเทศ โดยมีผู้ดำเนินรายการคือวิภาพร วัฒนวิทย์ จาก Thai PBS ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย_ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงต่อเนื่อง ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ร่วมก่อตั้งจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่าประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องเฉพาะทาง แต่เป็นกรอบปัญหากว้างที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ทรัพยากร การคุ้มครองผู้ปกป้องสิทธิ และผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งทุกมิติสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริงในปัจจุบัน ในประเด็นแรงงาน ทนายความสิทธิมนุษยชนชี้ให้เห็นความซับซ้อนของข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้แรงงานแทบไม่สามารถใช้สิทธิในการชุมนุมได้ แม้จะรวมตัวในสถานประกอบการก็ถูกห้าม หากออกไปชุมนุมนอกพื้นที่ก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะที่มีลักษณะคล้ายการ “ขออนุญาต” มากกว่า “การแจ้ง” ทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี ตัวอย่างเช่นกรณีแรงงานยานภัณฑ์ที่ถูกเลิกจ้างและออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาแทนที่จะได้รับการช่วยเหลือ นอกจากนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสหภาพแรงงาน ประกันสังคม หรือแม้แต่งานด้านเอกสารพื้นฐาน เช่น การทำใบขับขี่…

  • กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า

    กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า

    กรุงเทพฯ, 4 ธันวาคม 2568 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ชี้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเสนอแนะให้กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยผู้ร้องระบุว่า ขณะนั้นกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ กฟผ. (ผู้ถูกร้องที่ 3) กำลังจัดทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ผู้ร้องกังวลว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วมเกาะแก่งต่างๆ ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน และประชาชนขาดข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ผลกระทบ การตอบสนองต่อข้อห่วงกังวล และมาตรการป้องกันเยียวยา ผู้ร้องจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538…