Category: UNGP and NAP

  • จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า

    จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า

    จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า ถึง กิโยม ฟอรี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (CEO) บริษัท Airbus SE 10 ธันวาคม 2567 เรื่อง: ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท Airbus SE กับ บริษัท Aviation Industry Corporation of China (AVIC)   กว่าสามปีหลังจากความพยายามก่อการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเดือนกมุภาพันธ์ 2564 คณะรัฐประหารยังคงก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ต่อประชาชนเมยีนมาโดยไม่ต้องรับโทษใดๆ การก่อการร้ายนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ คณะรัฐประหารยังคงเข้าถึงอาวุธได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเครื่องบินรบ และความช่วยเหลือด้านเทคนิคการบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง             ซัพพลายเออร์รายสำคัญของอากาศยานทหารและการบำรุงรักษาให้แก่กองทัพคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินแห่งประเทศจีน (AVIC)[1]             บริษัทของคุณเป็นนักลงทนุรายสำคัญและพันธมิตรของ AVIC ด้วยเอกสารและรายงานที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่องที่สหประชาชาติเกี่ยวกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนในเมียนมา[2] และบทบาทของ AVIC ในการจัดหาอาวุธให้กับคณะเผด็จการทหาร[3] คุณคงทราบดีว่าความร่วมมือของคุณกับ AVIC…

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”

    รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”

    อนุกรรมาธิการศึกษาการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร

  • ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน

    ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน

    เวียนมาเป็นปีที่ 6 สำหรับ สัปดาห์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง-อาเซียน (Mekong-ASEAN Environmental Week – MAEW) พื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับประชาชนและภาคประชาสังคมในภูมิภาคที่เผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการพัฒนา สิทธิในทรัพยากร สิทธิมนุษยชน รวมถึงแนวทางการรับมือกับวิกฤตโลกรวน ในปีนี้เสมสิกขาลัย (SEM) ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้จัดวงสนทนา “ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ไมค์ ตัวแทน Blood Money Campaign วรวรร ศุกภระฤกษ์ และ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร จาก ETOs Watch Coalition และ เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน…

  • สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม

    สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม

    ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ “ภาวะโลกเดือด” ประเด็นเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกเดือดและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน งานเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม“ จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในบริบทภาพกว้างระดับสากล ไทย และอาเซียน กอปรกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค พร้อมทั้งอภิปรายถึงผลกระทบของการลงทุนข้ามพรมแดนต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ในหลากหลายมิติ ได้แก่ 1) ดร. กฤษฎา บุญชัย จากเครือข่าย Thai Climate Justice For All 2) ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) 3) กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ดำเนินรายการโดยธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กรรมการอำนวยการ (ทางเลือก) จัดงานประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง…

  • จดหมายถึงธนาคารไทย 6 แห่ง ขอให้ทางธนาคารในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย

    จดหมายถึงธนาคารไทย 6 แห่ง ขอให้ทางธนาคารในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย

    เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน ได้ส่งจดหมายถึงธนาคารทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารทิสโก้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย นอกจากนั้นทางคณะทำงานฯ ยังได้สำเนาจดหมายถึง 4 หน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ 2. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 4. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเนื้อหาในจดหมายมีรายละเอียดดังนี้ “สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2554 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ให้สินเชื่อแก่บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด มหาชน เพื่อดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างแห่งแรกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เมื่อเขื่อนไซยะบุรีได้เริ่มผลิตไฟฟ้า ก็ปรากฎรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ…

  • กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย

    กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย

    “กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากเขื่อนภูงอย พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากหลายฝ่าย – คนอุบลฯ หวั่นวิกฤตน้ำท่วมเมือง สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสี่ยงเสียดินแดน “ เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2567 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยที่ปรึกษา พยานผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำภูงอย  ซึ่งเครือข่ายประชาชนและภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากห่วงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง การประมง น้ำเท้อย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมยาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยในวันแรกของการลงพื้นที่ตรวจสอบ (16 พ.ค. 2567) กสม. ลงพื้นที่ไปยังจุดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 7 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรจบแม่น้ำชี-แม่น้ำมูล บ้านวังยาง อ.วารินชำราบ 2) รับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 และลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย…

  • ครอบครัวเกาะกงยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทน้ำตาลในสหราชอาณาจักร

    ครอบครัวเกาะกงยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทน้ำตาลในสหราชอาณาจักร

    *บทความแปลจาก https://cambojanews.com/koh-kong-families-settle-years-long-land-dispute-involving-u-k-sugar-conglomerate/ ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566* ชาวบ้านกัมพูชากว่า 200 ครอบครัว ในจังหวัดเกาะกง ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสัมปทานที่ดินและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลในกรณีความขัดแย้งในที่ดินที่ถูกกล่าวหาว่าถูกขโมยโดยผู้ผลิตน้ำตาลในปี 2549 ในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงในปลายปี 2565 องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศอย่าง กัมพูชาที่เป็นธรรม (Equitable Cambodia) ออกแถลงการณ์ประกาศข้อตกลงที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ “ผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน” ที่ไม่เปิดเผยรายชื่อบางรายได้ทำข้อตกลงร่วมกับครอบครัวและผู้เรียกร้องสิทธิแรงงานเด็ก 71 ราย ในขณะที่ “ผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน” เฉพาะเจาะจงที่ยุติข้อพิพาทยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ หลังจากการยุติคดีฟ้องร้องโดยครอบครัวต่อผู้ผลิตน้ำตาล Tate & Lyle ในสหราชอาณาจักรก็ถูกถอนออก คดีดังกล่าวมีความโดดเด่นตรงที่เป็นการฟ้องร้องบริษัทผู้ซื้อสินค้าในสหราชอาณาจักร แทนที่จะเป็นตัวแทนส่งออกผลผลิตน้ำตาล หรือ supplier ซึ่งเป็นบริษัทน้ำตาลที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย อย่างกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่น “KSL” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าจากชุมชนว่าขโมยที่ดิน กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้เน้นย้ำถึงการละเมิดที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนทั่วโลก โดยที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่สามารถจ้างงานภายนอกให้กับบริษัทอื่นๆ และกระจายความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน  “ในการให้ข้อมตินี้ ในที่สุดผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในระดับหนึ่งสำหรับการมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงเหล่านี้” คำแถลงดังกล่าวระบุ “บ่อยครั้งที่การจัดการขององค์กรที่ซับซ้อนทำให้บริษัทต่างๆ หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อการละเมิด” สมาชิกในชุมชนที่พูดคุยกับ CamboJA มีการตอบสนองที่หลากหลายต่อข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากพวกเขาได้รับค่าชดเชย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนเงินทั้งหมดสำหรับการสูญเสียที่ถูกกล่าวหา  “เรายินดีที่ได้ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และเพื่อยุติปัญหาที่สำคัญและยาวนานนี้” โฆษกของ…

  • คำพิพากษาศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ มีคำสั่งนายกฯ และ คกก. สิ่งแวดล้อม เร่งทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ใน 90 วัน
  • คำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ “คดีฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือและฝุ่นควันข้ามแดน” กรณีไม่รับฟ้อง กลต. และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน
  • ความเห็นทั่วไปที่ 24 (2560) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

    ความเห็นทั่วไปที่ 24 (2560) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

    คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ I. อารัมภบท 1. ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการบรรลุถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งนี้โดยการส่งเสริมให้เกิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนา เป็นต้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมักเผชิญกับสถานการณ์ที่รัฐบกพร่องไม่สามารถประกันให้เกิดการปฏิบัติตามบรรทัดฐานและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นที่ยอมรับระดับสากลในเขตอำนาจศาลของตน เป็นเหตุให้การดำเนินงานของบรรษัทส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ความเห็นทั่วไปฉบับนี้มุ่งชี้แจงหน้าที่ของรัฐภาคีที่มีต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้โดยมุ่งหวังให้เกิดการป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบร้ายแรงของการดำเนินธุรกิจที่มีต่อสิทธิมนุษยชน 2. ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้เคยพิจารณาผลกระทบเพิ่มขึ้นเนื่องจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อการได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกาบางประเภท ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพ[1] ที่อยู่อาศัย[2] อาหาร[3] น้ำ[4] หลักประกันทางสังคม[5] สิทธิที่จะมีงานทำ[6] สิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและเกื้อหนุน[7] และสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน[8] นอกจากนั้น คณะกรรมการได้แก้ปัญหานี้ในข้อสังเกตเชิงสรุป[9] ที่มีต่อรายงานของรัฐภาคี และในคำวินิจฉัยเบื้องต้นต่อข้อมูลที่ได้รับส่วนบุคคล[10] ในปี 2554 คณะกรรมการได้รับรองถ้อยแถลงเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบรรษัทในบริบทของสิทธิตามกติกา[11] ความเห็นทั่วไปฉบับนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรอ่านพร้อมกับเอกสารก่อนหน้านี้ รวมทั้งการพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ[12] และเอกสารของหน่วยงานระดับภูมิภาค อย่างเช่น คณะมนตรียุโรป[13] ในการรับรองความเห็นทั่วไปฉบับนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2554[14] รวมทั้งเอกสารอื่น ๆ…