Category: Loas
-

เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…
-

“MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม
ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน “แร่สำคัญ” ได้เกิดกระแสความกังวลในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแร่สำคัญจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าและประเทศขนส่งต่อ การอภิปรายในเวทีสาธารณะ “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้สะท้อนให้เห็นชัดจากภาคประชาสังคมและภาคการเมืองว่าแม้ภาครัฐจะกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากแร่สำคัญ แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามพื้นฐานในมิติการค้าที่โปร่งใส สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวทีเสวนาชี้ไทยกำลังกลายเป็น “ประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานแร่ของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่มีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา และยังใช้กฎหมายแร่ที่เอื้อทุนมากกว่าคุ้มครองสิทธิประชาชน สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายกำลังแปรสภาพเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครั้งใหญ่ เมื่อการตรวจคุณภาพน้ำ–ผัก–ปลา–น้ำประปา พบสารโลหะหนักต่อเนื่อง เกษตรกรไทยกว่า 14,000 ครัวเรือนต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชอาหารที่กระจายไปทั่วประเทศปราศจากระบบตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด ขณะที่ค่ามาตรฐานที่รัฐอ้างไม่เกินกำหนดนั้นไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ ในด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้…
-

กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ“รวมพลังแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนและลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนเชียงใหม่” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยภาคีสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผศ.ดร.ว่าน วิริยา หัวหน้าทีมวิจัยและตรวจวัดสารโลหะหนักกล่าวว่าการวิเคราะห์สารโลหะหนักของทีมวิจัย มช. ใช้วิธีการตรวจวัดสารโลหะหนักจาก 4 ประเภทตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน น้ำ และพืชผลทางการเกษตร โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์โลหะหนักตามมาตรฐานสากล ใช้เทคนิกเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นการตรวจวัดจากแม่น้ำทั้งสี่สานทั้งแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ในช่วงชายแดนไทย – เมียนมา และในฝั่งประเทศไทย จากแร่ธาตุทั้งหมด 27 ธาตุ คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดจากการเก็บตัวอย่าง 9 แห่ง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนที่ไม่ใช่เพียงสารหนู (As) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งแคดเมียม (Cd) แมงกานีส (Mn) และนิกเกิล (Ni) เกินค่ามาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดสารปนเปื้อนของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 8…
-

Toxic Fallout from Myanmar’s Rare Earth Mining Reaches Thailand: ETOs Watch Submits Urgent Report to UN Special Rapporteur
Bangkok, 30 July 2025 — The ETOs Watch Coalition has submitted an additional urgent communication to Dr. Tlaleng Mofokeng, United Nations Special Rapporteur on the Right to Health, regarding an unfolding cross-border environmental and public health crisis. The coalition reports that toxic contamination from rare earth and gold mining operations in Myanmar’s Shan State is…
-

“เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”
เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100…
-

ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการแทรกแซงและติดตามสถานการณ์ วิกฤตมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน จากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่หายากในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อ แม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ในเขตภาคเหนือของไทย จดหมายฉบับนี้จัดทำโดย คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพิทักษ์แม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักในระดับเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำสายหลัก และยังพบการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค จดหมายระบุว่า เหมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมองสาดและมองยอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีลักษณะเป็นการทำเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ขาดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่เพียงพอ ส่งผลให้ตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดนโดยตรง ทั้งยังพบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของทุนจีน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนระบุว่า วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนริมน้ำในจังหวัดเชียงรายจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย…
-

Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts
Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts Presented at the 46th ASEAN Summit 2025 Kuala Lumpur, Malaysia May 25 – 27, 2025 Dear; – His Excellency Dato’ Seri Anwar Ibrahim, Prime Minister of the Federation of Malaysia, in his capacity as Chair of the…
-

แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน
“แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน” เสนอในวาระ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 ประจำปี 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568 เรียน – ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีแห่งสมาพันธรัฐมาเลเซีย ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) – ฯพณฯ เกา กึม ฮวน เลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit 2025) ครั้งที่ 46 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ภายใต้การนำของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของภูมิภาค ปัจจุบัน ภูมิภาคอาเซียนเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง เกิดจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น การทำเหมือง การสร้างเขื่อน และการเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ…
-

จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย
เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นสำคัญและผลกระทบ นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าในการควบคุมการลงทุนโดยตรงของไทย ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการกำกับดูแลการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม ตัวอย่างความคืบหน้ามีดังนี้ แม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Tb-EHIA) ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ข้อกังวลหลัก ข้อเสนอแนะ เราเรียกร้องให้ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติผลักดันให้รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้ เราพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนนี้ … สามารถอ่านจดหมายฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่นี่
-

AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…