Category: myanmar

  • รายงานการศึกษาการประเมินประสิทธิภาพของศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ (National Contact Point: NCP) ผ่านโครงการขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนไทยข้ามพรมแดนเข้าไปเกี่ยวข้อง
  • Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing

    Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing

    On 30 September 2025, in Mueang District, Nakhon Phanom Province, a network of civil society organizations jointly organized a public forum entitled “Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing.” The event was part of the Mekong–ASEAN Environmental Week 2025 (MEAW), held from 27–30 September under the theme “The Fake Green:…

  • กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและเหมืองแร่ในเมียนมา

    กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและเหมืองแร่ในเมียนมา

    *บันทึกนี้เป็นการสรุปเนื้อหาจากการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ด้าน กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ในเมียนมา เมื่อวันที่ 23 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรอบกฎหมาย การบังคับใช้ และสถานการณ์ความซับซ้อนในพื้นที่จริง จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition*   เอ มอน ตู นักกฎหมายจากเมียนมา ได้อธิบายถึงกรอบกฎหมายด้านการทำเหมืองแร่และสิ่งแวดล้อมของเมียนมาที่ในเชิงทฤษฎีถือว่ามีความครบถ้วน ทั้ง กฎหมายเหมืองแร่ (Mining Law), กฎระเบียบและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Law) และ กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Procedure) ซึ่งนักลงทุนและบริษัทเหมืองแร่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการทำเหมือง โดยเฉพาะ เหมืองแร่หายาก (Rare Earth Mining) ตั้งอยู่ใน เขตปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ เช่น รัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลกลาง ทำให้ กฎหมายและกระบวนการอนุมัติจากรัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดช่องว่างทางกฎหมายขึ้นอย่างชัดเจน เอ มอน ตู…

  • แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก

    แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก

    *บันทึกนี้เป็นการสรุปการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ในประเด็น “แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก” เมื่อวันที่ 22 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากในรัฐคะฉิ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และความเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์โลกและการขัดกันทางอาวุธในเมียนมา จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition*   การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศและมีพรมแดนติดต่อกับจีนและอินเดีย กำลังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมถึงส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก Zung Ting ตัวแทนจากรัฐคะฉิ่น ระบุว่า พื้นที่นี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทับทิม หยก และแร่หายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีความต้องการทรัพยากรสูง อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งจากทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งโอกาสให้กับประชาชนในคะฉิ่น แต่กลับกลายเป็นความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 60 ปีและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ทำให้คะฉิ่นกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยากจนที่สุดในโลก แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมถึงมีภูเขาหิมะแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แร่หายากในคะฉิ่น โดยเฉพาะแร่หนัก (Heavy Rare…

  • เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน

    เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน

    วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ณ อาคารคชสาร โรงเรียนองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ หลังจัดเวทีลักษณะเดียวกันวานนี้ (10 พ.ย.) ณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก่อนการประชุมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายในนามเครือข่ายประชาชนปกแ้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนด้วยการชูป้ายที่มีข้อความว่า “ไม่เอาฝาย” “ยกเลิก MOU USA” “เราต้องการน้ำสะอาด ไม่ใช่ฝาย” พร้อมกันนี้ยังได้อ่านแถลงการณ์นะบุข้อความให้มีการหยุดเหมืองที่ต้นทาง ไม่เอาฝายดักตะกอน และให้มีการยกเลิก MOU แร่สำคัญที่ทำกับสหรัฐอเมริกาที่เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นตัวแทนภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำโดยมี โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับและลงนามในหนังสือ ต่อมาในเวทีการประชุม โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่าเวทีวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนเป็นหลักว่าอยากให้ทำอะไร หากอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานก็จะลงมือทำให้ทันที และหากไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบก็จะประสานต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รองอธิบดีกล่าวว่าหากเวทีวันนี้ประชาชนยืนยันไม่เอาฝายดักตะกอนก็จะไม่เดินหน้าต่อ กรมทรัพยากรน้ำเน้นเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เน้นเรื่องการก่อสร้าง เรายืนยันว่าเราจะยุติการสร้างฝายดักตะกอน จะไม่มีการสร้างฝายในขณะนี้ เพราะชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะท่าตอนเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เอา…

  • ชาวท่าตอนแสดงพลัง-จุดยืน ประสานเสียงพร้อมตะโกนและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน

    ชาวท่าตอนแสดงพลัง-จุดยืน ประสานเสียงพร้อมตะโกนและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน – ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในต.ท่าตอน กว่า 350 คน ร่วมกันแสดงจุดยืนชูป้ายที่มีข้อความหลากหลาย หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเกี่ยวกับการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอน ในเวที “การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย” โดยมีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่น… “No ฝายดักตะกอน” “ไม่เอาฝายดักตะกอน” “เยียวยาประชาชน” “ฟื้นฟูกก สาย รวก โขง สาละวิน” “จัดหาแหล่งน้ำให้ทุกภาคส่วน” “No No No MoU Critical Minerals” “ไม่เอา MoU พิษ” หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ได้มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งตัวแทนชาวบ้านหลายฝ่ายจากหลายหมู่บ้านในตำบลท่าตอนต่างลุกขึ้นมาแสดงความเห็นและความกังวลต่อการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอนทั้งข้อมูลและการศึกษาที่ไม่เดียงพอโดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตร สุขภาพ และที่ดินทำกิน สำหรับพื้นที่ที่จะกลายเป็นฝาย/บ่อดักตะกอนและลานตากตะกอน ที่แทบไม่ได้ถูกพูดถึงในการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงอีกทั้งหน่วยงานพยายามย้ำว่านี่ไม่ใช่ฝายแต่เป็นบ่อดักตะกอน และว่าหากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างบ่อดักตะกอนที่นำเสนอหน่วยงานก็จะไม่ผลักดันต่อ โดยในระหว่างการชี้แจง ชาวบ้านท่าตอนยังคงแสดงออกซึ่งความไว้ใจและยืนยันชัดเจนถึงการไม่เอาฝายดักตะกอน ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีการให้ประชาชนที่มาเข้าร่วมทำแบบสอบถามผ่านการสแกน QR Code โดยมีคำถามว่า… “ท่านเห็นว่า…

  • Blood Money Campaign แถลงการณ์ประณาม PTTEP และ Gulf Petroleum สนับสนุนเผด็จการทหารด้วย “เงินเปื้อนเลือด” จากโครงการก๊าซใหม่

    Blood Money Campaign แถลงการณ์ประณาม PTTEP และ Gulf Petroleum สนับสนุนเผด็จการทหารด้วย “เงินเปื้อนเลือด” จากโครงการก๊าซใหม่

    เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 – กลุ่มรณรงค์หยุดเงินเปื้อนเลือด หรือ Blood Money Campaign (BMC) ซึ่งเป็นแนวร่วมของนักกิจกรรมเมียนมาและองค์กรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามบริษัทพลังงานไทยอย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) และ Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ว่ามีส่วนร่วมในการส่งรายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งเมียนมาให้กับคณะเผด็จการทหารเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้เงินดังกล่าวสนับสนุนอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แถลงการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหลังจากบริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่งถอนตัวจากโครงการก๊าซในเมียนมาเนื่องจากรัฐประหารเมื่อปี 2564 เช่น Petronas (เมษายน 2565), TotalEnergies (กรกฎาคม 2565) และ Chevron (เมษายน 2567) บริษัทไทยได้เข้ามารับช่วงแทน โดย PTTEP กลายเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการ Yadana (ถือหุ้น 62.963%) และ Zawtika (ถือหุ้น 80%) ร่วมกับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหาร ขณะที่…

  • เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…

  • “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม

    “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม

    ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน “แร่สำคัญ” ได้เกิดกระแสความกังวลในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแร่สำคัญจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าและประเทศขนส่งต่อ การอภิปรายในเวทีสาธารณะ “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้สะท้อนให้เห็นชัดจากภาคประชาสังคมและภาคการเมืองว่าแม้ภาครัฐจะกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากแร่สำคัญ แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามพื้นฐานในมิติการค้าที่โปร่งใส สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวทีเสวนาชี้ไทยกำลังกลายเป็น “ประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานแร่ของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่มีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา และยังใช้กฎหมายแร่ที่เอื้อทุนมากกว่าคุ้มครองสิทธิประชาชน สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายกำลังแปรสภาพเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครั้งใหญ่ เมื่อการตรวจคุณภาพน้ำ–ผัก–ปลา–น้ำประปา พบสารโลหะหนักต่อเนื่อง เกษตรกรไทยกว่า 14,000 ครัวเรือนต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชอาหารที่กระจายไปทั่วประเทศปราศจากระบบตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด ขณะที่ค่ามาตรฐานที่รัฐอ้างไม่เกินกำหนดนั้นไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ ในด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้…

  • รัสเซียกับการเข้ามาพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

    รัสเซียกับการเข้ามาพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

    ต้นฉบับจาก “Russia Steps in to Develop Dawei’s Special Economic Zone” โดย Myanmar Analysis Group แปลโดย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) รัสเซียกับการเข้ามาพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ตุลาคม 2568 โดย กลุ่มวิเคราะห์เมียนมา (Myanmar Analysis Group) “กิโลเมตรที่ 0 จุดเริ่มต้นโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ภาพถ่ายโดย: เสมสิกขาลัย (Spirit in Education Movement: SEM) เกริ่นนำ แม้จะมีแผนการอันทะเยอทะยานในการ “เปลี่ยนแปลงเมียนมา” แต่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone: Dawei SEZ) ที่มีอายุกว่า 15 ปี ยังไม่เกิดขึ้นจริง คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุน 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553…