Category: myanmar

  • ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง

    ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง

    เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการแทรกแซงและติดตามสถานการณ์ วิกฤตมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน จากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่หายากในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อ แม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ในเขตภาคเหนือของไทย จดหมายฉบับนี้จัดทำโดย คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพิทักษ์แม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักในระดับเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำสายหลัก และยังพบการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค จดหมายระบุว่า เหมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมองสาดและมองยอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีลักษณะเป็นการทำเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ขาดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่เพียงพอ ส่งผลให้ตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดนโดยตรง ทั้งยังพบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของทุนจีน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนระบุว่า วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนริมน้ำในจังหวัดเชียงรายจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย…

  • ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

    ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

    The Mekong Butterfly สถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ตั้งแต่มีการตรวจพบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงผลการตรวจล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ยังไม่มีทีท่าว่าจะปัญหาการปนเปื้อนจะเบาบางลง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนึ่ง ที่ภาครัฐมีการนำเสนออย่างรวดเร็ว คือ “โครงการสร้างฝายดักตะกอน” ซึ่งปรากฎข้อมูลบางส่วนในเอกสาร โครงการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพื่อแก้ไขปัญหากรณีพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานใน “แม่นํ้ากก” ระยะเร่งด่วน ของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 3 ส่วน ได้แก่  ฝายดักตะกอน, ประตูน้ำ และการขุดลอกหนองน้ำสาธารณะเพื่อจะนำมาใช้บำบัดสารพิษ โครงการนี้จะครอบคลุมตั้งแต่เขตต้นน้ำกกใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตลอดลำน้ำผ่านอำเภอเมืองเชียงราย จนไปถึงปลายน้ำกกที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระยะประมาณ 120 กิโลเมตร ด้วยมูลค่าการก่อสร้างรวม 8,616 ล้านบาท และงบประมาณบำรุงรักษาอีกปีละ 295 ล้านบาท เอกสารโครงการไม่ได้ให้รายละเอียดของภาพรวมทั้งหมด ที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ถึงประสิทธิภาพของการดักจับสารโลหะหนัก เมื่อเทียบกับงบประมาณเกือบหมื่นล้านบาท (ในที่นี้จะยังไม่ตั้งคำถามในประเด็น ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนนี้ ควรเป็นภาระงบประมาณของไทยหรือไม่) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงจึงได้พัฒนาแผนภูมิรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ และแสดงตามภาพที่ 1  เป็นที่น่าสังเกตุว่า กรมทรัพยากรน้ำ ไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าโดยลักษณะโครงการย่อย ๆ นั้น จะไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานก็ตาม แต่เมื่อรวมเป็นโครงการชุดเดียวกันด้วยงบประมาณเกือบหมื่นล้านนั้น สมควรที่จะต้องมีการศึกษาให้รอบด้าน ว่าจะไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ต่อเนื่องตามมา หรือ เป็นการแพร่การปนเปื้อนโลหะหนักไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งการประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลต้องให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความเห็นของประชาชนให้สมบูรณ์ก่อน เพื่อสนับสนุนเหตุผลนี้…

  • Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts

    Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts

    Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts Presented at the 46th ASEAN Summit 2025 Kuala Lumpur, Malaysia May 25 – 27, 2025 Dear; – His Excellency Dato’ Seri Anwar Ibrahim, Prime Minister of the Federation of Malaysia, in his capacity as Chair of the…

  • แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน

    แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน

    “แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน” เสนอในวาระ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 ประจำปี 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568 เรียน – ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีแห่งสมาพันธรัฐมาเลเซีย ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) – ฯพณฯ เกา กึม ฮวน เลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit 2025) ครั้งที่ 46 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ภายใต้การนำของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของภูมิภาค ปัจจุบัน ภูมิภาคอาเซียนเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง เกิดจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น การทำเหมือง การสร้างเขื่อน และการเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ…

  • สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    แม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายประเทศจากต้นกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน เมียนมา และกำหนดพรมแดนบางส่วนระหว่างไทยกับรัฐกะเหรี่ยง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพิงทรัพยากรจากแม่น้ำมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้คลื่นของการลงทุนข้ามพรมแดนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอำนาจของเผด็จการทหารพม่าที่พยายามแผ่ซ่าน ปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด ทำให้สาละวินกำลังเผชิญภัยคุกคามที่อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งตลอดไป ธุรกิจพลังงาน: ใครได้ประโยชน์ ใครต้องสูญเสีย? แม้ว่าสาละวินจะเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ยังคงไหลอย่างอิสระ แต่โครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและทุนต่างชาติ กำลังคุกคามสถานะของมัน การสร้างเขื่อนในเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้ง นักลงทุนไทย จีน พม่า และบริษัทพลังงานข้ามชาติ ได้จุดประกายข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง หนึ่งในโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เขื่อนฮัตจี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยกลุ่มทุนจากไทยและจีน และมีแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมายังประเทศไทยเป็นหลัก แต่การพัฒนาโครงการกลับเกิดขึ้นท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง รวมถึงการขับไล่ชุมชนพื้นเมือง การใช้กำลังทหาร และการละเลยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) โครงการเขื่อนฮัตจีถือเป็นกรณีตัวอย่างแรกของการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนไทยในต่างประเทศ เป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจในการลงทุนข้ามพรมแดนให้รัดกุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อท้วงติงมากมาย แต่โครงการเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังคงถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากทางเผด็จการทหารพม่า ซึ่งแน่นอนว่าปราศจากกลไกคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนล่างนั้นมีทั้งหมด 7 โครงการด้วยกัน โดยตามแผนการก่อสร้างทั้งหมดจะเป็นเขื่อนไฟฟ้าที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกขายกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีรายละเอียดโครงการโดยสรุปจากสำนักข่าวประชาไท ดังนี้ 1) เขื่อนฮัตจี กำลังผลิต 1,360 เมกะวัตต์…

  • จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

    จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

    เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นสำคัญและผลกระทบ นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าในการควบคุมการลงทุนโดยตรงของไทย ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการกำกับดูแลการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม ตัวอย่างความคืบหน้ามีดังนี้ แม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Tb-EHIA) ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ข้อกังวลหลัก ข้อเสนอแนะ เราเรียกร้องให้ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติผลักดันให้รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้ เราพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนนี้ … สามารถอ่านจดหมายฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่นี่

  • ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย

    ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 9.00 – 15.45 น.เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (The Migration Reform: TMR) จัดงานสัมมนา “การบริหารจัดการการย้ายถิ่น: แรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ในหัวข้อ ”ประเมินกฎหมายและนโยบายการบริหาร จัดการอพยพย้ายถิ่นในปัจจุบัน จุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทายและโอกาส“ โดยได้เชิญภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานและปัญหาในเมียนมา งานสัมมนาครั้งนี้ได้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนและความสำคัญของการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาหลังการรัฐประหาร Cathy Hardman ที่ปรึกษาการเมืองสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยเล่าถึงการทำงานด้านการย้ายถิ่นฐานว่าหลายปีที่ผ่านมาสถานทูตแคนาดาทำงานร่วมกับหลายประเทศในด้านการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐาน การเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าเราจะสามารถจัดการสถานการณ์การย้ายถิ่นฐานของแรงงานข้ามชาติ​ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย​ ได้อย่างไรให้เกิดความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีทักษะให้พบหนทางในการตั้งถิ่นฐานถาวรและเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยตระหนักถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและแคนาดา สิ่งสำคัญคือเราต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้เปราะบาง “ในความพยายามนี้ เรายังจำเป็นต้องขยายการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ลี้ภัยและลดการแสดงออกเชิงเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) และการเลือกปฏิบัติ (discrimination)” ตัวแทนสถานทูตแคนาดากล่าว…

  • AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

    AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

    เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…

  • ชวนอ่าน “ภาพรวมสถานการณ์ 4 ปี รัฐประหารในเมียนมา: อนาคตของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลุ่มใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง”

    ชวนอ่าน “ภาพรวมสถานการณ์ 4 ปี รัฐประหารในเมียนมา: อนาคตของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลุ่มใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง”

    Myanmar Refugee Network ชวนอ่านรายงาน “ภาพรวมสถานการณ์ 4 ปี รัฐประหารในเมียนมา: อนาคตของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลุ่มใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง” จัดทำโดยเครือข่ายช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเมียนมา หรือ Myanmar Refugee Network: MRN โดยเนื้อหาภายในครอบคลุมหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคที่ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาต้องเผชิญหลังการรัฐประหารทั้งในแง่การถูกคุกคามโดยรัฐต้นทางและรัฐที่พักพิงในปัจจุบันอย่างไทย ไปจนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในชีวิตที่ต้องอยู่ระหว่างการก้าวไปสู่หนทางประชาธิปไตยของประเทศ … ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ประเทศเมียนมาต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองและมนุษยธรรมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนกว่า 3.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 6% ของประชากรทั้งหมด ถูกบีบบังคับให้อพยพเนื่องจากความขัดแย้งและการปราบปรามที่รุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่าลงถึง 3-4 เท่า ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าจำเป็นได้สร้างความลำบากให้กับประชาชน ในขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาและสาธารณสุขล่มสลาย เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา นอกจากนี้ การโจมตีทางทหารอย่างต่อเนื่องในปี 2024 ยังทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศจำนวนมาก ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชนในประเทศ หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2024 โดยรัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกกฎหมายบังคับให้ชายอายุ 18-35 ปี และหญิงอายุ 18-27 ปี ต้องเข้ารับการฝึกทหารทันที…

  • รายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา

    รายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา

    คณะอุนกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยการสู้รบ ตามแนวชายแดนไทย เมียนมา ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร