Category: report

  • สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม

    สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม

    ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ “ภาวะโลกเดือด” ประเด็นเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกเดือดและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน งานเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม“ จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในบริบทภาพกว้างระดับสากล ไทย และอาเซียน กอปรกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค พร้อมทั้งอภิปรายถึงผลกระทบของการลงทุนข้ามพรมแดนต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ในหลากหลายมิติ ได้แก่ 1) ดร. กฤษฎา บุญชัย จากเครือข่าย Thai Climate Justice For All 2) ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) 3) กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ดำเนินรายการโดยธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กรรมการอำนวยการ (ทางเลือก) จัดงานประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง…

  • กมธ. กฎหมายฯ และ คปฐ. จัดสัมมนาทบทวนการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลายฝ่ายเสนอแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบาย มองเป็นองค์รวม ชงตั้งหน่วยงานเฉพาะแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ

    กมธ. กฎหมายฯ และ คปฐ. จัดสัมมนาทบทวนการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลายฝ่ายเสนอแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบาย มองเป็นองค์รวม ชงตั้งหน่วยงานเฉพาะแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ

    เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (คปฐ.) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและแนวทางในการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง” ณ ห้องประชุม B1 – 2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันระดมความคิดและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน รวมถึงประชาชนทั่วไป กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ซึ่งมีกัณวีร์ สืบแสง เป็นประธาน ได้มีการศึกษาลงพื้นที่หลายเดือน เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งไทยเกี่ยวข้องในสี่ประเด็น คือ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้แสงหาที่ลี้ภัย และเหยื่อการค้ามนุษย์ เป็นเวลากว่า 45 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายคนเข้าเมือง เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านของคนหลายกลุ่มที่ต้องการเป็นที่พักพิงหรือต้องการมาทำงานยังประเทศไทย ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงวัยประมาณ 17…

  • กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย

    กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย

    “กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากเขื่อนภูงอย พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากหลายฝ่าย – คนอุบลฯ หวั่นวิกฤตน้ำท่วมเมือง สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสี่ยงเสียดินแดน “ เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2567 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยที่ปรึกษา พยานผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำภูงอย  ซึ่งเครือข่ายประชาชนและภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากห่วงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง การประมง น้ำเท้อย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมยาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยในวันแรกของการลงพื้นที่ตรวจสอบ (16 พ.ค. 2567) กสม. ลงพื้นที่ไปยังจุดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 7 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรจบแม่น้ำชี-แม่น้ำมูล บ้านวังยาง อ.วารินชำราบ 2) รับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 และลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย…

  • อ่างเก็บน้ำแม่น้ำคลาแมธถูกระบายน้ำออกเพื่อโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    อ่างเก็บน้ำแม่น้ำคลาแมธถูกระบายน้ำออกเพื่อโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ต้นฉบับแปลจาก: https://scitechdaily.com/klamath-river-reservoirs-drained-for-worlds-largest-dam-removal-project/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR0yVdE45wgZkwHNxcHDB99h4lJN6yjlJxhQKYrlLyp8_8HnTS8fnxAxKVw_aem_AZvPg4gNP8MacfyLUHCHyb76_lgLsWH95jsr_R3FlRcq0mVirYxI3vV9maXm5mNPACpk8CWmtkKRTQUMbu96NUhk การรื้อเขื่อนในแม่น้ำคลาแมธซึ่งครอบคลุมระหว่างปี 2566 ถึง 2567 ถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกันที่มุ่งฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งโดยการรื้อเขื่อนหลัก 4 แห่ง แม่น้ำคลาแมธทางตอนใต้ของรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือมีอิสระมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567 เขื่อน 4 แห่งจากทั้งหมด 6 แห่งริมแม่น้ำถูกทำลายและอ่างเก็บน้ำถูกระบายออกไป การดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งหลายร้อยไมล์ ถือเป็นโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเหตุผลของโครงการ เขื่อนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Iron Gate, Copco No. 1, Copco No. 2 และ JC Boyle ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1918 ถึง 1962 เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการปรับปรุงให้ทันสมัยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยูทิลิตี้ที่เป็นเจ้าของเขื่อนจึงเลือกที่จะรื้อถอนการก่อสร้างแทน นอกเหนือจากการขจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่แล้ว โครงการนี้คาดว่าจะกำจัดระบบนิเวศและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากสาหร่ายที่เป็นพิษ ซึ่งมีระดับที่เป็นอันตรายในอ่างเก็บน้ำเป็นประจำมาตั้งแต่ปี 2548 ความพยายามในการฟื้นฟูจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูพื้นที่หลายร้อยเอเคอร์และฟื้นฟูประชากรปลาใน แม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น แม่น้ำ ที่มีผลผลิตปลาแซลมอนมากเป็นอันดับสามบนชายฝั่งตะวันตก ขั้นตอนแรกของการกำจัดเขื่อน เขื่อนแรกที่จะถูกรื้อออกคือคอปโกหมายเลข 2…

  • คำพิพากษาศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ มีคำสั่งนายกฯ และ คกก. สิ่งแวดล้อม เร่งทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ใน 90 วัน
  • คำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ “คดีฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือและฝุ่นควันข้ามแดน” กรณีไม่รับฟ้อง กลต. และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน
  • ความเห็นทั่วไปที่ 24 (2560) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

    ความเห็นทั่วไปที่ 24 (2560) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

    คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ I. อารัมภบท 1. ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการบรรลุถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งนี้โดยการส่งเสริมให้เกิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนา เป็นต้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมักเผชิญกับสถานการณ์ที่รัฐบกพร่องไม่สามารถประกันให้เกิดการปฏิบัติตามบรรทัดฐานและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นที่ยอมรับระดับสากลในเขตอำนาจศาลของตน เป็นเหตุให้การดำเนินงานของบรรษัทส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ความเห็นทั่วไปฉบับนี้มุ่งชี้แจงหน้าที่ของรัฐภาคีที่มีต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้โดยมุ่งหวังให้เกิดการป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบร้ายแรงของการดำเนินธุรกิจที่มีต่อสิทธิมนุษยชน 2. ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้เคยพิจารณาผลกระทบเพิ่มขึ้นเนื่องจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อการได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกาบางประเภท ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพ[1] ที่อยู่อาศัย[2] อาหาร[3] น้ำ[4] หลักประกันทางสังคม[5] สิทธิที่จะมีงานทำ[6] สิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและเกื้อหนุน[7] และสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน[8] นอกจากนั้น คณะกรรมการได้แก้ปัญหานี้ในข้อสังเกตเชิงสรุป[9] ที่มีต่อรายงานของรัฐภาคี และในคำวินิจฉัยเบื้องต้นต่อข้อมูลที่ได้รับส่วนบุคคล[10] ในปี 2554 คณะกรรมการได้รับรองถ้อยแถลงเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบรรษัทในบริบทของสิทธิตามกติกา[11] ความเห็นทั่วไปฉบับนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรอ่านพร้อมกับเอกสารก่อนหน้านี้ รวมทั้งการพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ[12] และเอกสารของหน่วยงานระดับภูมิภาค อย่างเช่น คณะมนตรียุโรป[13] ในการรับรองความเห็นทั่วไปฉบับนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2554[14] รวมทั้งเอกสารอื่น ๆ…

  • “ชาวพม่าในไทยเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึก – อ่านแถลงการณ์ – ชูป้าย #DoMoreSingapore หน้าสถานทูตสิงคโปร์ เรียกร้องปิดกั้นไม่ให้เผด็จการพม่าเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาวุธ และเชื้อเพลิงเครื่องบิน”

    “ชาวพม่าในไทยเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึก – อ่านแถลงการณ์ – ชูป้าย #DoMoreSingapore หน้าสถานทูตสิงคโปร์ เรียกร้องปิดกั้นไม่ให้เผด็จการพม่าเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาวุธ และเชื้อเพลิงเครื่องบิน”

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 เวลา 11.00 น. บริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ตัวแทนประชาชนพม่าในไทยราว 10 ราย ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานทูตในฐานะตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ในไทยเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงเงินทุน อาวุธ ยุทโธปกรณ์ และเชื้อเพลิงเครื่องบินของคณะเผด็จการทหารพม่า พร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ชูป้ายกระดาษเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้อง โดยมีข้อความ เช่น “Singapore stop selling arms to Myanmar junta for killing our children”, Singapore…clean or blood money, และ “Do More Singapore for Myanmar” เป็นต้น พร้อมทั้งเปิดข้อมูลความสูเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพม่าหลังการรัฐประหาร จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีผู้ลงนามสนับสนุนต่อข้อเรียกร้องกว่า 27,700 คน และมีองค์กรภาคประชาสังคมจากทั้งในเมียนมา ไทย และที่อื่น ๆ ทั่วโลกอีกกว่า 430 แห่ง ได้ลงนามรับรองจดหมายดังกล่าวด้วย นอกจากการเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกแล้ว ทางตัวแทนชาวพม่ายังได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์บริเวณด้านหน้าสถานทูตโดยมีเนื้อความในแถลงการณ์ระบุให้รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงเงินทุน…

  • JOINT SUBMISSION OF THE INTERNATIONAL COMMISSION OF JURISTS, THE EXTRA –TERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION AND LAND WATCH THAI FOR THEPREPARATION BY THE COMMITTEE ON ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS OFA LIST OF ISSUES FOR THE EXAMINATION OF LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC’SINITIAL REPORT UNDER THE INTERNATIONAL COVENANT ON ECONOMIC, SOCIAL ANDCULTURAL RIGHTS
  • ทบทวน NAP1 เดินหน้า NAP2: การขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยจะไปข้างหน้าอย่างไร

    ทบทวน NAP1 เดินหน้า NAP2: การขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยจะไปข้างหน้าอย่างไร

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและองค์กรพันธมิตร ได้แก่ องค์กรแม่น้ำนานาขาติ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เสมสิกขาลัย EarthRights International คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามพรมแดน และ Forum Asia ได้ร่วมกันจัดงานเวทีสาธารณะ “สถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน แผนปฏิบัติการชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะสอง: “ก้าวไปข้างหน้า” ขึ้น  ณ โรงแรมไมด้า ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ก่อตั้งและทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่างานเสวนาในครั้งนี้เป็นผลมาจากการจัดเวทีระดมความคิดการทบทวนและติดตามของภาคประชาชนทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศต่อการนำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562 – 2565) หรือ NAP1 ไปใช้ จนไปถึงการสร้างข้อเสนอแนะต่อแผนปฏิบัติการระดับชาติฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) หรือ NAP2 พิชมณฑ์ เอี่ยวพานทอง ผู้แทนจากคณะทำงานว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่าหลังจากที่ไทยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP) ฉบับแรก…