Category: UNGP and NAP

  • Blood Money Campaign แถลงการณ์ประณาม PTTEP และ Gulf Petroleum สนับสนุนเผด็จการทหารด้วย “เงินเปื้อนเลือด” จากโครงการก๊าซใหม่

    Blood Money Campaign แถลงการณ์ประณาม PTTEP และ Gulf Petroleum สนับสนุนเผด็จการทหารด้วย “เงินเปื้อนเลือด” จากโครงการก๊าซใหม่

    เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 – กลุ่มรณรงค์หยุดเงินเปื้อนเลือด หรือ Blood Money Campaign (BMC) ซึ่งเป็นแนวร่วมของนักกิจกรรมเมียนมาและองค์กรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามบริษัทพลังงานไทยอย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) และ Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ว่ามีส่วนร่วมในการส่งรายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งเมียนมาให้กับคณะเผด็จการทหารเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้เงินดังกล่าวสนับสนุนอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แถลงการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหลังจากบริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่งถอนตัวจากโครงการก๊าซในเมียนมาเนื่องจากรัฐประหารเมื่อปี 2564 เช่น Petronas (เมษายน 2565), TotalEnergies (กรกฎาคม 2565) และ Chevron (เมษายน 2567) บริษัทไทยได้เข้ามารับช่วงแทน โดย PTTEP กลายเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการ Yadana (ถือหุ้น 62.963%) และ Zawtika (ถือหุ้น 80%) ร่วมกับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหาร ขณะที่…

  • เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…

  • “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม

    “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม

    ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน “แร่สำคัญ” ได้เกิดกระแสความกังวลในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแร่สำคัญจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าและประเทศขนส่งต่อ การอภิปรายในเวทีสาธารณะ “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้สะท้อนให้เห็นชัดจากภาคประชาสังคมและภาคการเมืองว่าแม้ภาครัฐจะกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากแร่สำคัญ แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามพื้นฐานในมิติการค้าที่โปร่งใส สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวทีเสวนาชี้ไทยกำลังกลายเป็น “ประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานแร่ของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่มีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา และยังใช้กฎหมายแร่ที่เอื้อทุนมากกว่าคุ้มครองสิทธิประชาชน สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายกำลังแปรสภาพเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครั้งใหญ่ เมื่อการตรวจคุณภาพน้ำ–ผัก–ปลา–น้ำประปา พบสารโลหะหนักต่อเนื่อง เกษตรกรไทยกว่า 14,000 ครัวเรือนต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชอาหารที่กระจายไปทั่วประเทศปราศจากระบบตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด ขณะที่ค่ามาตรฐานที่รัฐอ้างไม่เกินกำหนดนั้นไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ ในด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้…

  • รัสเซียกับการเข้ามาพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

    รัสเซียกับการเข้ามาพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

    ต้นฉบับจาก “Russia Steps in to Develop Dawei’s Special Economic Zone” โดย Myanmar Analysis Group แปลโดย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) รัสเซียกับการเข้ามาพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ตุลาคม 2568 โดย กลุ่มวิเคราะห์เมียนมา (Myanmar Analysis Group) “กิโลเมตรที่ 0 จุดเริ่มต้นโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ภาพถ่ายโดย: เสมสิกขาลัย (Spirit in Education Movement: SEM) เกริ่นนำ แม้จะมีแผนการอันทะเยอทะยานในการ “เปลี่ยนแปลงเมียนมา” แต่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone: Dawei SEZ) ที่มีอายุกว่า 15 ปี ยังไม่เกิดขึ้นจริง คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุน 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553…

  • บทเรียนจากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบข้ามแดนในภูมิภาคที่แสนเจ็บปวด

    บทเรียนจากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบข้ามแดนในภูมิภาคที่แสนเจ็บปวด

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ภาคประชาสังคมและนักวิชาการจากหลากหลางองค์กร เช่น ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้พัฒนาถิ่นเชียงใหม่ คลินิกกฎหมายคณะนิติศาสตร์ มช. เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และเพจเชียงรายสนทนา ได้ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “จากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อถอดบทเรียนผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน เมียนมา และในลาว รวมถึงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน Greater Mining Sufferring: ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการเมืองในภูมิภาคที่แสนทรมานจากเหมือง ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-เมียนมา และส่งผลกระทบข้ามประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงปัญหาโลกร้อนจากการใช้แรร์เอิร์ธในเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาจารย์สืบสกุลชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เชียงรายหรือเมียนมา แต่ครอบคลุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ซึ่งจากแผนที่ของ Stimson…

  • กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ“รวมพลังแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนและลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนเชียงใหม่” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยภาคีสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ  ผศ.ดร.ว่าน วิริยา หัวหน้าทีมวิจัยและตรวจวัดสารโลหะหนักกล่าวว่าการวิเคราะห์สารโลหะหนักของทีมวิจัย มช. ใช้วิธีการตรวจวัดสารโลหะหนักจาก 4 ประเภทตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน น้ำ และพืชผลทางการเกษตร โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์โลหะหนักตามมาตรฐานสากล ใช้เทคนิกเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นการตรวจวัดจากแม่น้ำทั้งสี่สานทั้งแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ในช่วงชายแดนไทย – เมียนมา และในฝั่งประเทศไทย จากแร่ธาตุทั้งหมด 27 ธาตุ คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดจากการเก็บตัวอย่าง 9 แห่ง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนที่ไม่ใช่เพียงสารหนู (As) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งแคดเมียม (Cd) แมงกานีส (Mn) และนิกเกิล (Ni) เกินค่ามาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดสารปนเปื้อนของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 8…

  • Toxic Fallout from Myanmar’s Rare Earth Mining Reaches Thailand: ETOs Watch Submits Urgent Report to UN Special Rapporteur

    Toxic Fallout from Myanmar’s Rare Earth Mining Reaches Thailand: ETOs Watch Submits Urgent Report to UN Special Rapporteur

    Bangkok, 30 July 2025 — The ETOs Watch Coalition has submitted an additional urgent communication to Dr. Tlaleng Mofokeng, United Nations Special Rapporteur on the Right to Health, regarding an unfolding cross-border environmental and public health crisis. The coalition reports that toxic contamination from rare earth and gold mining operations in Myanmar’s Shan State is…

  • สารพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานไหลข้ามพรมแดนสู่ไทย ETOs Watch ยื่นข้อมูลใหม่ต่อยูเอ็น เรียกร้องความรับผิดชอบระหว่างประเทศ

    สารพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานไหลข้ามพรมแดนสู่ไทย ETOs Watch ยื่นข้อมูลใหม่ต่อยูเอ็น เรียกร้องความรับผิดชอบระหว่างประเทศ

    กรุงเทพมหานคร, 30 กรกฎาคม 2568 — คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ยื่นเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมต่อ ดร. Tlaleng Mofokeng ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ เพื่อรายงานวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสุขภาพข้ามพรมแดนจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายสาขา ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา การยื่นข้อมูลครั้งนี้มีขึ้นภายหลังจากที่ผู้รายงานพิเศษฯ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และหารือกับภาคประชาสังคมหลายภาคส่วน รวมถึงตัวแทนของ ETOs Watch Coalition เพื่อรับฟังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ หนึ่งในประเด็นที่ยังไม่มีการกล่าวถึงในช่วงเวลานั้นคือหลักฐานใหม่ที่เพิ่งปรากฏในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ถึงวิกฤตด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัวข้ามพรมแดนอย่างเงียบเชียบและอันตราย เอกสารดังกล่าวระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในพื้นที่ภูเขาทางฝั่งรัฐฉานใกล้ชายแดนไทย เหมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งไหลเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยโดยตรง โดยสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ การตัดไม้ทำลายป่า และการสร้างบ่อกักเก็บกากแร่ขนาดใหญ่โดยไม่มีระบบจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษของไทยสนับสนุนข้อสังเกตดังกล่าว โดยการเก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำทั้งสามสายในจังหวัดเชียงราย พบว่ามีสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว แมงกานีส และปรอท ในระดับที่สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของประเทศ สารเหล่านี้เป็นของเสียโดยตรงจากกระบวนการทำเหมืองแร่ และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง…

  • “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100…

  • ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง

    ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง

    เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการแทรกแซงและติดตามสถานการณ์ วิกฤตมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน จากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่หายากในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อ แม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ในเขตภาคเหนือของไทย จดหมายฉบับนี้จัดทำโดย คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพิทักษ์แม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักในระดับเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำสายหลัก และยังพบการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค จดหมายระบุว่า เหมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมองสาดและมองยอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีลักษณะเป็นการทำเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ขาดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่เพียงพอ ส่งผลให้ตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดนโดยตรง ทั้งยังพบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของทุนจีน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนระบุว่า วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนริมน้ำในจังหวัดเชียงรายจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย…