Category: UNGP and NAP

  • Toxic Fallout from Myanmar’s Rare Earth Mining Reaches Thailand: ETOs Watch Submits Urgent Report to UN Special Rapporteur

    Toxic Fallout from Myanmar’s Rare Earth Mining Reaches Thailand: ETOs Watch Submits Urgent Report to UN Special Rapporteur

    Bangkok, 30 July 2025 — The ETOs Watch Coalition has submitted an additional urgent communication to Dr. Tlaleng Mofokeng, United Nations Special Rapporteur on the Right to Health, regarding an unfolding cross-border environmental and public health crisis. The coalition reports that toxic contamination from rare earth and gold mining operations in Myanmar’s Shan State is…

  • สารพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานไหลข้ามพรมแดนสู่ไทย ETOs Watch ยื่นข้อมูลใหม่ต่อยูเอ็น เรียกร้องความรับผิดชอบระหว่างประเทศ

    สารพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานไหลข้ามพรมแดนสู่ไทย ETOs Watch ยื่นข้อมูลใหม่ต่อยูเอ็น เรียกร้องความรับผิดชอบระหว่างประเทศ

    กรุงเทพมหานคร, 30 กรกฎาคม 2568 — คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ยื่นเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมต่อ ดร. Tlaleng Mofokeng ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ เพื่อรายงานวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสุขภาพข้ามพรมแดนจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายสาขา ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา การยื่นข้อมูลครั้งนี้มีขึ้นภายหลังจากที่ผู้รายงานพิเศษฯ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และหารือกับภาคประชาสังคมหลายภาคส่วน รวมถึงตัวแทนของ ETOs Watch Coalition เพื่อรับฟังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ หนึ่งในประเด็นที่ยังไม่มีการกล่าวถึงในช่วงเวลานั้นคือหลักฐานใหม่ที่เพิ่งปรากฏในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ถึงวิกฤตด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัวข้ามพรมแดนอย่างเงียบเชียบและอันตราย เอกสารดังกล่าวระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในพื้นที่ภูเขาทางฝั่งรัฐฉานใกล้ชายแดนไทย เหมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งไหลเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยโดยตรง โดยสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ การตัดไม้ทำลายป่า และการสร้างบ่อกักเก็บกากแร่ขนาดใหญ่โดยไม่มีระบบจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษของไทยสนับสนุนข้อสังเกตดังกล่าว โดยการเก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำทั้งสามสายในจังหวัดเชียงราย พบว่ามีสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว แมงกานีส และปรอท ในระดับที่สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของประเทศ สารเหล่านี้เป็นของเสียโดยตรงจากกระบวนการทำเหมืองแร่ และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง…

  • “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100…

  • ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง

    ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง

    เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการแทรกแซงและติดตามสถานการณ์ วิกฤตมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน จากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่หายากในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อ แม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ในเขตภาคเหนือของไทย จดหมายฉบับนี้จัดทำโดย คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพิทักษ์แม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักในระดับเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำสายหลัก และยังพบการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค จดหมายระบุว่า เหมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมองสาดและมองยอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีลักษณะเป็นการทำเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ขาดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่เพียงพอ ส่งผลให้ตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดนโดยตรง ทั้งยังพบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของทุนจีน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนระบุว่า วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนริมน้ำในจังหวัดเชียงรายจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย…

  • ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

    ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

    The Mekong Butterfly สถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ตั้งแต่มีการตรวจพบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงผลการตรวจล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ยังไม่มีทีท่าว่าจะปัญหาการปนเปื้อนจะเบาบางลง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนึ่ง ที่ภาครัฐมีการนำเสนออย่างรวดเร็ว คือ “โครงการสร้างฝายดักตะกอน” ซึ่งปรากฎข้อมูลบางส่วนในเอกสาร โครงการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพื่อแก้ไขปัญหากรณีพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานใน “แม่นํ้ากก” ระยะเร่งด่วน ของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 3 ส่วน ได้แก่  ฝายดักตะกอน, ประตูน้ำ และการขุดลอกหนองน้ำสาธารณะเพื่อจะนำมาใช้บำบัดสารพิษ โครงการนี้จะครอบคลุมตั้งแต่เขตต้นน้ำกกใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตลอดลำน้ำผ่านอำเภอเมืองเชียงราย จนไปถึงปลายน้ำกกที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระยะประมาณ 120 กิโลเมตร ด้วยมูลค่าการก่อสร้างรวม 8,616 ล้านบาท และงบประมาณบำรุงรักษาอีกปีละ 295 ล้านบาท เอกสารโครงการไม่ได้ให้รายละเอียดของภาพรวมทั้งหมด ที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ถึงประสิทธิภาพของการดักจับสารโลหะหนัก เมื่อเทียบกับงบประมาณเกือบหมื่นล้านบาท (ในที่นี้จะยังไม่ตั้งคำถามในประเด็น ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนนี้ ควรเป็นภาระงบประมาณของไทยหรือไม่) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงจึงได้พัฒนาแผนภูมิรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ และแสดงตามภาพที่ 1  เป็นที่น่าสังเกตุว่า กรมทรัพยากรน้ำ ไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าโดยลักษณะโครงการย่อย ๆ นั้น จะไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานก็ตาม แต่เมื่อรวมเป็นโครงการชุดเดียวกันด้วยงบประมาณเกือบหมื่นล้านนั้น สมควรที่จะต้องมีการศึกษาให้รอบด้าน ว่าจะไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ต่อเนื่องตามมา หรือ เป็นการแพร่การปนเปื้อนโลหะหนักไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งการประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลต้องให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความเห็นของประชาชนให้สมบูรณ์ก่อน เพื่อสนับสนุนเหตุผลนี้…

  • Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts

    Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts

    Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts Presented at the 46th ASEAN Summit 2025 Kuala Lumpur, Malaysia May 25 – 27, 2025 Dear; – His Excellency Dato’ Seri Anwar Ibrahim, Prime Minister of the Federation of Malaysia, in his capacity as Chair of the…

  • แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน

    แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน

    “แถลงการณ์และข้อเสนอแนะนโยบายจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ต่อการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมและการจัดการผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดน” เสนอในวาระ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 ประจำปี 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568 เรียน – ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีแห่งสมาพันธรัฐมาเลเซีย ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) – ฯพณฯ เกา กึม ฮวน เลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit 2025) ครั้งที่ 46 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ภายใต้การนำของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำอาเซียนจะร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของภูมิภาค ปัจจุบัน ภูมิภาคอาเซียนเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง เกิดจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่ขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น การทำเหมือง การสร้างเขื่อน และการเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ…

  • สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    แม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายประเทศจากต้นกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน เมียนมา และกำหนดพรมแดนบางส่วนระหว่างไทยกับรัฐกะเหรี่ยง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพิงทรัพยากรจากแม่น้ำมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้คลื่นของการลงทุนข้ามพรมแดนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอำนาจของเผด็จการทหารพม่าที่พยายามแผ่ซ่าน ปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด ทำให้สาละวินกำลังเผชิญภัยคุกคามที่อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งตลอดไป ธุรกิจพลังงาน: ใครได้ประโยชน์ ใครต้องสูญเสีย? แม้ว่าสาละวินจะเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ยังคงไหลอย่างอิสระ แต่โครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและทุนต่างชาติ กำลังคุกคามสถานะของมัน การสร้างเขื่อนในเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้ง นักลงทุนไทย จีน พม่า และบริษัทพลังงานข้ามชาติ ได้จุดประกายข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง หนึ่งในโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เขื่อนฮัตจี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยกลุ่มทุนจากไทยและจีน และมีแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมายังประเทศไทยเป็นหลัก แต่การพัฒนาโครงการกลับเกิดขึ้นท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง รวมถึงการขับไล่ชุมชนพื้นเมือง การใช้กำลังทหาร และการละเลยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) โครงการเขื่อนฮัตจีถือเป็นกรณีตัวอย่างแรกของการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนไทยในต่างประเทศ เป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจในการลงทุนข้ามพรมแดนให้รัดกุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อท้วงติงมากมาย แต่โครงการเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังคงถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากทางเผด็จการทหารพม่า ซึ่งแน่นอนว่าปราศจากกลไกคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนล่างนั้นมีทั้งหมด 7 โครงการด้วยกัน โดยตามแผนการก่อสร้างทั้งหมดจะเป็นเขื่อนไฟฟ้าที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกขายกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีรายละเอียดโครงการโดยสรุปจากสำนักข่าวประชาไท ดังนี้ 1) เขื่อนฮัตจี กำลังผลิต 1,360 เมกะวัตต์…

  • ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

    ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการจัดประชุม “สัมมนาระดับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อหารือเกี่ยวกับการบูรณาการที่อิงหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการพัฒนากฎหมาย นโยบาย และมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นราว 60 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกนำไปหารือในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อถกเถียงสำคัญที่ยังคงมีอยู่ในร่างกฎหมาย หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ความเหมาะสมของกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับความสนใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการเพื่อนำไปสู่การจัดทำ ข้อเสนอแนะของ กสม. ต่อร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาล เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ความคิดเห็นและข้อเสนอจากเวทีนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากลผ่าน ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะสามารถผลักดันข้อกังวลเหล่านี้เข้าสู่กลไกของสหประชาชาติได้ต่อไป ในการสัมมนาช่วงเช้ามีการบรรยายหลักหัวข้อกฎหมายที่อิงหลักสิทธิมนุษยชน : ภาพรวมระดับโลกและทางปฏิบัติที่ดี โดยศาสตราจารย์เอลิซ่า…

  • ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

    ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

    ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ดร. ทลาเลง โมโฟเค็ง ในฐานะผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเบื้องต้นจากการเยือนไทย (country visit) ระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าในด้านการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม รายงานของผู้รายงานพิเศษฯ ระบุว่ายังมีความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรที่มีสถานะเปราะบาง เช่น คนไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย คนข้ามเพศ แรงงานข้ามชาติ และผู้ต้องขัง หนึ่งในข้อกังวลหลักที่ถูกเน้นย้ำคือปัญหาการแปรรูประบบสุขภาพ ซึ่งทำให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น และนำไปสู่ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง เช่น โรคมะเร็งและโรคหายาก นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างระบบสุขภาพภาครัฐและภาคเอกชนยังส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้รายงานพิเศษฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และภาวะซึมเศร้าที่สูง นอกจากนี้ เยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย ด้านสิทธิสุขภาพของคนข้ามเพศ ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าสำคัญ…