Author: etoswatchgmailcom
-

จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย
เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นสำคัญและผลกระทบ นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าในการควบคุมการลงทุนโดยตรงของไทย ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการกำกับดูแลการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม ตัวอย่างความคืบหน้ามีดังนี้ แม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Tb-EHIA) ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ข้อกังวลหลัก ข้อเสนอแนะ เราเรียกร้องให้ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติผลักดันให้รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้ เราพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนนี้ … สามารถอ่านจดหมายฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่นี่
-

เปิดปฐมบทหารือภาคประชาสังคม ร่าง mHRDD ไทยจะไปทิศทางไหน?
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะทำงานติดตามคาวมรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน และภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนทั้งในภาคส่วนแรงงาน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค และองค์กรระหว่างประเทศ มากกว่า 10 องค์กร ได้เข้าร่วม “การประชุมหารือการจัดทำร่างกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนภาคบังคับ: ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย” จัดโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวชี้แจงที่มาที่ไปของการประชุมในครั้งนี้ว่าการประชุมนี้เป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องมาจากการที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานรัฐที่จัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และนำหลักการ UNGP มาปรับใช้ในประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครสนใจประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่หลังจากใช้แผน NAP มาหลายปีนับตั้งแต่แผนระยะที่ 1 จนปัจจุบันคือแผนระยะที่ 2 ก็มีภาคส่วนต่าง ๆ สนใจมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ เองก็ยังเป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนินการหลัก (focal point) ของไทยในเวทีระหว่างประเทศกับองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ในประเด็นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) นอกจากนี้ทิศทางของกระแสโลกเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากมาตรการสมัครใจ (voluntary) สู่มาตรการเชิงบังคับ (mandatory) มากขึ้น…
-

ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 9.00 – 15.45 น.เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (The Migration Reform: TMR) จัดงานสัมมนา “การบริหารจัดการการย้ายถิ่น: แรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ในหัวข้อ ”ประเมินกฎหมายและนโยบายการบริหาร จัดการอพยพย้ายถิ่นในปัจจุบัน จุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทายและโอกาส“ โดยได้เชิญภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานและปัญหาในเมียนมา งานสัมมนาครั้งนี้ได้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนและความสำคัญของการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาหลังการรัฐประหาร Cathy Hardman ที่ปรึกษาการเมืองสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยเล่าถึงการทำงานด้านการย้ายถิ่นฐานว่าหลายปีที่ผ่านมาสถานทูตแคนาดาทำงานร่วมกับหลายประเทศในด้านการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐาน การเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าเราจะสามารถจัดการสถานการณ์การย้ายถิ่นฐานของแรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย ได้อย่างไรให้เกิดความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีทักษะให้พบหนทางในการตั้งถิ่นฐานถาวรและเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยตระหนักถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและแคนาดา สิ่งสำคัญคือเราต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้เปราะบาง “ในความพยายามนี้ เรายังจำเป็นต้องขยายการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ลี้ภัยและลดการแสดงออกเชิงเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) และการเลือกปฏิบัติ (discrimination)” ตัวแทนสถานทูตแคนาดากล่าว…
-

AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…
-

ชวนอ่าน “ภาพรวมสถานการณ์ 4 ปี รัฐประหารในเมียนมา: อนาคตของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลุ่มใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง”
Myanmar Refugee Network ชวนอ่านรายงาน “ภาพรวมสถานการณ์ 4 ปี รัฐประหารในเมียนมา: อนาคตของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลุ่มใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง” จัดทำโดยเครือข่ายช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเมียนมา หรือ Myanmar Refugee Network: MRN โดยเนื้อหาภายในครอบคลุมหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคที่ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาต้องเผชิญหลังการรัฐประหารทั้งในแง่การถูกคุกคามโดยรัฐต้นทางและรัฐที่พักพิงในปัจจุบันอย่างไทย ไปจนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในชีวิตที่ต้องอยู่ระหว่างการก้าวไปสู่หนทางประชาธิปไตยของประเทศ … ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ประเทศเมียนมาต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองและมนุษยธรรมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนกว่า 3.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 6% ของประชากรทั้งหมด ถูกบีบบังคับให้อพยพเนื่องจากความขัดแย้งและการปราบปรามที่รุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่าลงถึง 3-4 เท่า ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าจำเป็นได้สร้างความลำบากให้กับประชาชน ในขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาและสาธารณสุขล่มสลาย เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา นอกจากนี้ การโจมตีทางทหารอย่างต่อเนื่องในปี 2024 ยังทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศจำนวนมาก ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชนในประเทศ หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2024 โดยรัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกกฎหมายบังคับให้ชายอายุ 18-35 ปี และหญิงอายุ 18-27 ปี ต้องเข้ารับการฝึกทหารทันที…
-

รายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา
คณะอุนกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยการสู้รบ ตามแนวชายแดนไทย เมียนมา ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร
-

การเข้าถึงการเยียวยาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: ความท้าทาย ยุทธศาสตร์ และข้อเสนอแนะเพื่อการเปลี่ยนแปลง
(แปลภาษาไทยจากเอกสาร “Access to Remedy in Mekong Region: Challenges, Strategies, Recommendation for Changes” โดย EarthRights International: ERI) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2024 EarthRights International และ Just Ground ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเข้าถึงการเยียวยาสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนและพันธมิตรได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายและกลยุทธ์ สร้างคำแนะนำเพื่อการเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนเพื่อการเยียวยาและความยุติธรรมในภูมิภาค นักเคลื่อนไหวในชุมชน ทนายความ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่นๆ มากกว่า 30 คนเข้าร่วมการอบรมนี้ รวมถึงผู้เข้าร่วมจากชุมชนแนวหน้า ชุมชนพื้นเมือง และองค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมทุกคนและส่งเสริมการสนทนาอย่างตรงไปตรงมา ผู้เข้าร่วมได้รับแจ้งว่าข้อมูลที่พวกเขาแบ่งปันจะถูกใช้ในรูปแบบสรุปนี้ แต่จะไม่ใช้ชื่อบุคคล การอบรมที่ดำเนินมาตลอดทั้งวันประกอบด้วยการประชุมกลุ่มย่อย 2 ครั้ง โดยครั้งหนึ่งเน้นที่การสนับสนุนระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ทางตุลาการ และอีกครั้งหนึ่งเป็นการหารือเกี่ยวกับการฟ้องร้องข้ามพรมแดนและกลยุทธ์ของรัฐในการแสวงหาการเข้าถึงการเยียวยา ส่วนที่เหลือของการอบรมเน้นที่การสร้างวิสัยทัศน์ว่าการเข้าถึงการเยียวยาควรมีลักษณะอย่างไรในอนาคต รวมถึงการหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราหวังว่าเอกสารนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น และเราจะยังคงแบ่งปันข้อมูลและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการต่อสู้เพื่อการเยียวยาที่มีประสิทธิผลสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความเป็นจริงในปัจจุบัน: อุปสรรคหลายประการในการเยียวยา…
-

JOINT SUBMISSION TO THE UNIVERSAL PERIODIC REVIEW OF LAO PDR IN PROCESS OF #UPR2025
UNITED NATIONS HUMAN RIGHTS COUNCIL 49th Session of the Working Group on the Universal Periodic Review April/May 2025 JOINT SUBMISSION OF THE INTERNATIONAL COMMISSION OF JURISTS, THE EXTRA –TERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION AND EARTHRIGHTS INTERNATIONAL TO THE UNIVERSAL PERIODIC REVIEW OF LAO PDR Please read more in the link below
-

รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”
คณะกรรมาธิการการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร การลงทุนระหว่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศเป็นสองเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งสองเสาหลักนี้มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยการค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ และขยายตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ อันเนื่องมาจากการปรับลดเงื่อนไขเพื่ออานวยความสะดวกให้นักลงทุน โดยขาดมาตรการในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยในการทางาน รวมถึงการประเมินและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ภาคแรงงาน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหามลพิษทางน้าและอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศ นอกจากนั้นในบางกรณี การค้าระหว่างประเทศก็นาไปสู่การสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตต้องลดต้นทุน ซึ่งบางครั้งนาไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ได้แก่ สิทธิแรงงาน เช่น การจ่ายค่าแรงต่ากว่ามาตรฐาน หรือการบังคับใช้แรงงาน หรือการบังคับให้ต้องยอมรับความตกลงที่ส่งผลต่อสิทธิเกษตรกร และทรัพยากรชีวภาพ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงระหว่างประเทศ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การลงทุนระหว่างประเทศนั้น ก็ส่งผลเป็นการช่วยกระจายเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญข้ามพรมแดน ซึ่งนาไปสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตและการสร้างนวัตกรรม แต่ก็นามาซึ่งความท้าทายและผลกระทบต่าง ๆ เช่น ความเหลื่อมล้าทางเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเทศที่รับการลงทุน (Host Countries) เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการลงทุน การจัดการควบคุมสารปนเปื้อนมลพิษอย่างเหมาะสม นาไปสู่มลพิษทั้งทางน้าและทางอากาศ ผลกระทบจากการสูญเสียการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมจากการเคลื่อนย้ายแรงงานนอกพื้นที่เข้ามาในพื้นที่ เป็นต้น คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ จึงพิจารณาเห็นควรศึกษาเรื่องผลกระทบทาง ด้านสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ…
-

เวที APF สัญจรภาคใต้: ทบทวน เตรียมพร้อม แก้ไข และก้าวต่อไปของอาเซียนภาคประชาชน
ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 23-24 คณะกรรมการจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียนประจำประเทศไทย (Thailand National Organizing Committee: Thai NOC) ภาคประชาสังคมภาคใต้ และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ประสานพลังร่วมงานกันจัดเวทีอาเซียนภาคประชาชนสัญจรภาคใต้ พร้อมทั้งจัดการประชุมประมวลสถานการณ์ภาคใต้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านกรณีภัยพิบัติ เพื่อเป็นการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมทั้งในเชิงเนื้อหาเพื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนที่ในปี 2568 นี้ประเทศมาเลเซ๊ย เพื่อนบ้านใกล้ชิดทางตอนใต้ติดกับประเทศไทยจะได้เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ซึ่งประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการพูดถึงและเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภาคใต้คือประเด็นสันติภาพและความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนา และผู้คนข้ามแดน สีนามิ: ภาพจำที่ชัดเจนของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี เลขาธิการ กป.อพช. ภาคใต้ ชวนระลึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของไทยซึ่งอีกไม่กี่วันจะถึงวันครบรอบ 20 ปี นั่นคือเหตุการณ์สึนามิ ครั้งนั้นเหตุการณ์สึนามิคร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนหากนับรวมหลายประเทศที่ประสบกับภัยพิบัตินี้ เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายในไทยอย่างเดียวก็มากถึงหลักหมื่นราย ชีวิตและหมู่บ้านหายไปกับตาภายในหนึ่งชั่วโมง ศพผู้คนเกลื่อนกลาด ไม่มีสภาพแบบที่เราเห็นโดยปกติ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ชาติไหน หนำซ้ำเกิดเหตุการณ์สึนามิระลอกหลังที่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เราเอง พื้นที่ของประชาชนที่สูญเสียไปถูกยึดครองเป็นของคนอื่น หลังจากเหตาการณ์นั้นเรามีการติดตั้งระบบเตือนภัยตามชายฝั่ง แต่หลังจากนั้นไม่นานระบบเตือนภัยอย่าง “ไซเรน” (หวอ) ก็กลายเป็นเศษเหล็ก ทุกคนลืมความสูญเสียจากเหตการณ์นี้ไปหมด ปัจจุบันมีโครงการบุกรุกชายฝั่งและชายเลนมากขึ้น เราต้องมีการเตรียมความพร้อมควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ว่าเหตการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะตอนที่เราเผชิญกับสึนามิเราไม่มีองค์ความรู้เลยว่านั่นคืออะไร…