Category: NHRC

  • บทเรียนจากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบข้ามแดนในภูมิภาคที่แสนเจ็บปวด

    บทเรียนจากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบข้ามแดนในภูมิภาคที่แสนเจ็บปวด

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ภาคประชาสังคมและนักวิชาการจากหลากหลางองค์กร เช่น ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้พัฒนาถิ่นเชียงใหม่ คลินิกกฎหมายคณะนิติศาสตร์ มช. เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และเพจเชียงรายสนทนา ได้ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “จากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อถอดบทเรียนผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน เมียนมา และในลาว รวมถึงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน Greater Mining Sufferring: ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการเมืองในภูมิภาคที่แสนทรมานจากเหมือง ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-เมียนมา และส่งผลกระทบข้ามประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงปัญหาโลกร้อนจากการใช้แรร์เอิร์ธในเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาจารย์สืบสกุลชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เชียงรายหรือเมียนมา แต่ครอบคลุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ซึ่งจากแผนที่ของ Stimson…

  • กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ“รวมพลังแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนและลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนเชียงใหม่” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยภาคีสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ  ผศ.ดร.ว่าน วิริยา หัวหน้าทีมวิจัยและตรวจวัดสารโลหะหนักกล่าวว่าการวิเคราะห์สารโลหะหนักของทีมวิจัย มช. ใช้วิธีการตรวจวัดสารโลหะหนักจาก 4 ประเภทตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน น้ำ และพืชผลทางการเกษตร โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์โลหะหนักตามมาตรฐานสากล ใช้เทคนิกเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นการตรวจวัดจากแม่น้ำทั้งสี่สานทั้งแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ในช่วงชายแดนไทย – เมียนมา และในฝั่งประเทศไทย จากแร่ธาตุทั้งหมด 27 ธาตุ คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดจากการเก็บตัวอย่าง 9 แห่ง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนที่ไม่ใช่เพียงสารหนู (As) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งแคดเมียม (Cd) แมงกานีส (Mn) และนิกเกิล (Ni) เกินค่ามาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดสารปนเปื้อนของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 8…

  • “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100…

  • สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    แม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายประเทศจากต้นกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน เมียนมา และกำหนดพรมแดนบางส่วนระหว่างไทยกับรัฐกะเหรี่ยง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพิงทรัพยากรจากแม่น้ำมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้คลื่นของการลงทุนข้ามพรมแดนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอำนาจของเผด็จการทหารพม่าที่พยายามแผ่ซ่าน ปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด ทำให้สาละวินกำลังเผชิญภัยคุกคามที่อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งตลอดไป ธุรกิจพลังงาน: ใครได้ประโยชน์ ใครต้องสูญเสีย? แม้ว่าสาละวินจะเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ยังคงไหลอย่างอิสระ แต่โครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและทุนต่างชาติ กำลังคุกคามสถานะของมัน การสร้างเขื่อนในเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้ง นักลงทุนไทย จีน พม่า และบริษัทพลังงานข้ามชาติ ได้จุดประกายข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง หนึ่งในโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เขื่อนฮัตจี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยกลุ่มทุนจากไทยและจีน และมีแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมายังประเทศไทยเป็นหลัก แต่การพัฒนาโครงการกลับเกิดขึ้นท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง รวมถึงการขับไล่ชุมชนพื้นเมือง การใช้กำลังทหาร และการละเลยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) โครงการเขื่อนฮัตจีถือเป็นกรณีตัวอย่างแรกของการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนไทยในต่างประเทศ เป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจในการลงทุนข้ามพรมแดนให้รัดกุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อท้วงติงมากมาย แต่โครงการเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังคงถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากทางเผด็จการทหารพม่า ซึ่งแน่นอนว่าปราศจากกลไกคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนล่างนั้นมีทั้งหมด 7 โครงการด้วยกัน โดยตามแผนการก่อสร้างทั้งหมดจะเป็นเขื่อนไฟฟ้าที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกขายกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีรายละเอียดโครงการโดยสรุปจากสำนักข่าวประชาไท ดังนี้ 1) เขื่อนฮัตจี กำลังผลิต 1,360 เมกะวัตต์…

  • ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

    ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการจัดประชุม “สัมมนาระดับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อหารือเกี่ยวกับการบูรณาการที่อิงหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการพัฒนากฎหมาย นโยบาย และมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นราว 60 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกนำไปหารือในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อถกเถียงสำคัญที่ยังคงมีอยู่ในร่างกฎหมาย หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ความเหมาะสมของกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับความสนใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการเพื่อนำไปสู่การจัดทำ ข้อเสนอแนะของ กสม. ต่อร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาล เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ความคิดเห็นและข้อเสนอจากเวทีนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากลผ่าน ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะสามารถผลักดันข้อกังวลเหล่านี้เข้าสู่กลไกของสหประชาชาติได้ต่อไป ในการสัมมนาช่วงเช้ามีการบรรยายหลักหัวข้อกฎหมายที่อิงหลักสิทธิมนุษยชน : ภาพรวมระดับโลกและทางปฏิบัติที่ดี โดยศาสตราจารย์เอลิซ่า…

  • ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

    ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

    ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ดร. ทลาเลง โมโฟเค็ง ในฐานะผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเบื้องต้นจากการเยือนไทย (country visit) ระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าในด้านการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม รายงานของผู้รายงานพิเศษฯ ระบุว่ายังมีความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรที่มีสถานะเปราะบาง เช่น คนไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย คนข้ามเพศ แรงงานข้ามชาติ และผู้ต้องขัง หนึ่งในข้อกังวลหลักที่ถูกเน้นย้ำคือปัญหาการแปรรูประบบสุขภาพ ซึ่งทำให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น และนำไปสู่ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง เช่น โรคมะเร็งและโรคหายาก นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างระบบสุขภาพภาครัฐและภาคเอกชนยังส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้รายงานพิเศษฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และภาวะซึมเศร้าที่สูง นอกจากนี้ เยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย ด้านสิทธิสุขภาพของคนข้ามเพศ ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าสำคัญ…

  • จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

    จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

    เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นสำคัญและผลกระทบ นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เขื่อนพลังงานน้ำในแม่น้ำโขงและสาขาของแม่น้ำ รวมถึงโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำ การสูญเสียตะกอน และมลพิษทางน้ำ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณปลาและความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ชุมชนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงในการดำรงชีวิตต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะทุพโภชนาการและโรคติดต่อทางน้ำ การก่อสร้างเขื่อนและการเวนคืนที่ดินเพื่อโครงการอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวตกอยู่ในความยากจน อีกทั้งยังเป็นการทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ของเสียที่เป็นพิษจากการทำเหมืองและกิจกรรมอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดมลพิษในแหล่งน้ำ โดยมีโลหะหนักและสารอันตรายอื่น ๆ ปนเปื้อน ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรัง…

  • AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

    AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

    เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…

  • การเข้าถึงการเยียวยาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: ความท้าทาย ยุทธศาสตร์ และข้อเสนอแนะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

    การเข้าถึงการเยียวยาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง: ความท้าทาย ยุทธศาสตร์ และข้อเสนอแนะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

    (แปลภาษาไทยจากเอกสาร “Access to Remedy in Mekong Region: Challenges, Strategies, Recommendation for Changes” โดย EarthRights International: ERI) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2024 EarthRights International และ Just Ground ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเข้าถึงการเยียวยาสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนและพันธมิตรได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายและกลยุทธ์ สร้างคำแนะนำเพื่อการเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนเพื่อการเยียวยาและความยุติธรรมในภูมิภาค นักเคลื่อนไหวในชุมชน ทนายความ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่นๆ มากกว่า 30 คนเข้าร่วมการอบรมนี้ รวมถึงผู้เข้าร่วมจากชุมชนแนวหน้า ชุมชนพื้นเมือง และองค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมทุกคนและส่งเสริมการสนทนาอย่างตรงไปตรงมา ผู้เข้าร่วมได้รับแจ้งว่าข้อมูลที่พวกเขาแบ่งปันจะถูกใช้ในรูปแบบสรุปนี้ แต่จะไม่ใช้ชื่อบุคคล การอบรมที่ดำเนินมาตลอดทั้งวันประกอบด้วยการประชุมกลุ่มย่อย 2 ครั้ง โดยครั้งหนึ่งเน้นที่การสนับสนุนระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ทางตุลาการ และอีกครั้งหนึ่งเป็นการหารือเกี่ยวกับการฟ้องร้องข้ามพรมแดนและกลยุทธ์ของรัฐในการแสวงหาการเข้าถึงการเยียวยา ส่วนที่เหลือของการอบรมเน้นที่การสร้างวิสัยทัศน์ว่าการเข้าถึงการเยียวยาควรมีลักษณะอย่างไรในอนาคต รวมถึงการหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราหวังว่าเอกสารนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น และเราจะยังคงแบ่งปันข้อมูลและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการต่อสู้เพื่อการเยียวยาที่มีประสิทธิผลสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความเป็นจริงในปัจจุบัน: อุปสรรคหลายประการในการเยียวยา…

  • รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”

    รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”

    อนุกรรมาธิการศึกษาการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร