Category: report

  • “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    “เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”

    เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100…

  • ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

    ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

    The Mekong Butterfly สถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ตั้งแต่มีการตรวจพบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงผลการตรวจล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ยังไม่มีทีท่าว่าจะปัญหาการปนเปื้อนจะเบาบางลง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนึ่ง ที่ภาครัฐมีการนำเสนออย่างรวดเร็ว คือ “โครงการสร้างฝายดักตะกอน” ซึ่งปรากฎข้อมูลบางส่วนในเอกสาร โครงการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพื่อแก้ไขปัญหากรณีพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานใน “แม่นํ้ากก” ระยะเร่งด่วน ของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 3 ส่วน ได้แก่  ฝายดักตะกอน, ประตูน้ำ และการขุดลอกหนองน้ำสาธารณะเพื่อจะนำมาใช้บำบัดสารพิษ โครงการนี้จะครอบคลุมตั้งแต่เขตต้นน้ำกกใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตลอดลำน้ำผ่านอำเภอเมืองเชียงราย จนไปถึงปลายน้ำกกที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระยะประมาณ 120 กิโลเมตร ด้วยมูลค่าการก่อสร้างรวม 8,616 ล้านบาท และงบประมาณบำรุงรักษาอีกปีละ 295 ล้านบาท เอกสารโครงการไม่ได้ให้รายละเอียดของภาพรวมทั้งหมด ที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ถึงประสิทธิภาพของการดักจับสารโลหะหนัก เมื่อเทียบกับงบประมาณเกือบหมื่นล้านบาท (ในที่นี้จะยังไม่ตั้งคำถามในประเด็น ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนนี้ ควรเป็นภาระงบประมาณของไทยหรือไม่) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงจึงได้พัฒนาแผนภูมิรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ และแสดงตามภาพที่ 1  เป็นที่น่าสังเกตุว่า กรมทรัพยากรน้ำ ไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าโดยลักษณะโครงการย่อย ๆ นั้น จะไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานก็ตาม แต่เมื่อรวมเป็นโครงการชุดเดียวกันด้วยงบประมาณเกือบหมื่นล้านนั้น สมควรที่จะต้องมีการศึกษาให้รอบด้าน ว่าจะไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ต่อเนื่องตามมา หรือ เป็นการแพร่การปนเปื้อนโลหะหนักไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งการประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลต้องให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความเห็นของประชาชนให้สมบูรณ์ก่อน เพื่อสนับสนุนเหตุผลนี้…

  • Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts

    Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts

    Statement and Policy Recommendations from the ETOs Watch Coalition on Promoting Environmental Rights and Managing Cross-Border Investment Impacts Presented at the 46th ASEAN Summit 2025 Kuala Lumpur, Malaysia May 25 – 27, 2025 Dear; – His Excellency Dato’ Seri Anwar Ibrahim, Prime Minister of the Federation of Malaysia, in his capacity as Chair of the…

  • สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    สาละวิน: ธุรกิจ พรมแดน และสิทธิในการปกป้องสายน้ำ

    แม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายประเทศจากต้นกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน เมียนมา และกำหนดพรมแดนบางส่วนระหว่างไทยกับรัฐกะเหรี่ยง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพิงทรัพยากรจากแม่น้ำมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้คลื่นของการลงทุนข้ามพรมแดนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอำนาจของเผด็จการทหารพม่าที่พยายามแผ่ซ่าน ปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด ทำให้สาละวินกำลังเผชิญภัยคุกคามที่อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งตลอดไป ธุรกิจพลังงาน: ใครได้ประโยชน์ ใครต้องสูญเสีย? แม้ว่าสาละวินจะเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ยังคงไหลอย่างอิสระ แต่โครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและทุนต่างชาติ กำลังคุกคามสถานะของมัน การสร้างเขื่อนในเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้ง นักลงทุนไทย จีน พม่า และบริษัทพลังงานข้ามชาติ ได้จุดประกายข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง หนึ่งในโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เขื่อนฮัตจี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยกลุ่มทุนจากไทยและจีน และมีแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมายังประเทศไทยเป็นหลัก แต่การพัฒนาโครงการกลับเกิดขึ้นท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง รวมถึงการขับไล่ชุมชนพื้นเมือง การใช้กำลังทหาร และการละเลยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) โครงการเขื่อนฮัตจีถือเป็นกรณีตัวอย่างแรกของการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนไทยในต่างประเทศ เป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจในการลงทุนข้ามพรมแดนให้รัดกุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อท้วงติงมากมาย แต่โครงการเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังคงถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากทางเผด็จการทหารพม่า ซึ่งแน่นอนว่าปราศจากกลไกคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนล่างนั้นมีทั้งหมด 7 โครงการด้วยกัน โดยตามแผนการก่อสร้างทั้งหมดจะเป็นเขื่อนไฟฟ้าที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกขายกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีรายละเอียดโครงการโดยสรุปจากสำนักข่าวประชาไท ดังนี้ 1) เขื่อนฮัตจี กำลังผลิต 1,360 เมกะวัตต์…

  • ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

    ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการจัดประชุม “สัมมนาระดับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อหารือเกี่ยวกับการบูรณาการที่อิงหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการพัฒนากฎหมาย นโยบาย และมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นราว 60 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกนำไปหารือในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อถกเถียงสำคัญที่ยังคงมีอยู่ในร่างกฎหมาย หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ความเหมาะสมของกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับความสนใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการเพื่อนำไปสู่การจัดทำ ข้อเสนอแนะของ กสม. ต่อร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาล เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ความคิดเห็นและข้อเสนอจากเวทีนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากลผ่าน ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะสามารถผลักดันข้อกังวลเหล่านี้เข้าสู่กลไกของสหประชาชาติได้ต่อไป ในการสัมมนาช่วงเช้ามีการบรรยายหลักหัวข้อกฎหมายที่อิงหลักสิทธิมนุษยชน : ภาพรวมระดับโลกและทางปฏิบัติที่ดี โดยศาสตราจารย์เอลิซ่า…

  • ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

    ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

    ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ดร. ทลาเลง โมโฟเค็ง ในฐานะผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเบื้องต้นจากการเยือนไทย (country visit) ระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าในด้านการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม รายงานของผู้รายงานพิเศษฯ ระบุว่ายังมีความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรที่มีสถานะเปราะบาง เช่น คนไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย คนข้ามเพศ แรงงานข้ามชาติ และผู้ต้องขัง หนึ่งในข้อกังวลหลักที่ถูกเน้นย้ำคือปัญหาการแปรรูประบบสุขภาพ ซึ่งทำให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น และนำไปสู่ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง เช่น โรคมะเร็งและโรคหายาก นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างระบบสุขภาพภาครัฐและภาคเอกชนยังส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้รายงานพิเศษฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และภาวะซึมเศร้าที่สูง นอกจากนี้ เยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย ด้านสิทธิสุขภาพของคนข้ามเพศ ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าสำคัญ…

  • จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

    จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

    เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นสำคัญและผลกระทบ นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าในการควบคุมการลงทุนโดยตรงของไทย ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการกำกับดูแลการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม ตัวอย่างความคืบหน้ามีดังนี้ แม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Tb-EHIA) ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ข้อกังวลหลัก ข้อเสนอแนะ เราเรียกร้องให้ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติผลักดันให้รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้ เราพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนนี้ … สามารถอ่านจดหมายฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่นี่

  • เปิดปฐมบทหารือภาคประชาสังคม ร่าง mHRDD ไทยจะไปทิศทางไหน?

    เปิดปฐมบทหารือภาคประชาสังคม ร่าง mHRDD ไทยจะไปทิศทางไหน?

    เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะทำงานติดตามคาวมรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน และภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนทั้งในภาคส่วนแรงงาน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค และองค์กรระหว่างประเทศ มากกว่า 10 องค์กร ได้เข้าร่วม “การประชุมหารือการจัดทำร่างกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนภาคบังคับ: ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย” จัดโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวชี้แจงที่มาที่ไปของการประชุมในครั้งนี้ว่าการประชุมนี้เป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องมาจากการที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานรัฐที่จัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และนำหลักการ UNGP มาปรับใช้ในประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครสนใจประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่หลังจากใช้แผน NAP มาหลายปีนับตั้งแต่แผนระยะที่ 1 จนปัจจุบันคือแผนระยะที่ 2 ก็มีภาคส่วนต่าง ๆ สนใจมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ เองก็ยังเป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนินการหลัก (focal point) ของไทยในเวทีระหว่างประเทศกับองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ในประเด็นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) นอกจากนี้ทิศทางของกระแสโลกเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากมาตรการสมัครใจ (voluntary) สู่มาตรการเชิงบังคับ (mandatory) มากขึ้น…

  • ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย

    ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 9.00 – 15.45 น.เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (The Migration Reform: TMR) จัดงานสัมมนา “การบริหารจัดการการย้ายถิ่น: แรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ในหัวข้อ ”ประเมินกฎหมายและนโยบายการบริหาร จัดการอพยพย้ายถิ่นในปัจจุบัน จุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทายและโอกาส“ โดยได้เชิญภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานและปัญหาในเมียนมา งานสัมมนาครั้งนี้ได้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนและความสำคัญของการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาหลังการรัฐประหาร Cathy Hardman ที่ปรึกษาการเมืองสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยเล่าถึงการทำงานด้านการย้ายถิ่นฐานว่าหลายปีที่ผ่านมาสถานทูตแคนาดาทำงานร่วมกับหลายประเทศในด้านการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐาน การเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าเราจะสามารถจัดการสถานการณ์การย้ายถิ่นฐานของแรงงานข้ามชาติ​ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย​ ได้อย่างไรให้เกิดความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีทักษะให้พบหนทางในการตั้งถิ่นฐานถาวรและเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยตระหนักถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและแคนาดา สิ่งสำคัญคือเราต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้เปราะบาง “ในความพยายามนี้ เรายังจำเป็นต้องขยายการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ลี้ภัยและลดการแสดงออกเชิงเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) และการเลือกปฏิบัติ (discrimination)” ตัวแทนสถานทูตแคนาดากล่าว…

  • AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

    AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

    เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…