Category: news
-

ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง
ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ดร. ทลาเลง โมโฟเค็ง ในฐานะผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเบื้องต้นจากการเยือนไทย (country visit) ระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าในด้านการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม รายงานของผู้รายงานพิเศษฯ ระบุว่ายังมีความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรที่มีสถานะเปราะบาง เช่น คนไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย คนข้ามเพศ แรงงานข้ามชาติ และผู้ต้องขัง หนึ่งในข้อกังวลหลักที่ถูกเน้นย้ำคือปัญหาการแปรรูประบบสุขภาพ ซึ่งทำให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น และนำไปสู่ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง เช่น โรคมะเร็งและโรคหายาก นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างระบบสุขภาพภาครัฐและภาคเอกชนยังส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้รายงานพิเศษฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และภาวะซึมเศร้าที่สูง นอกจากนี้ เยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย ด้านสิทธิสุขภาพของคนข้ามเพศ ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าสำคัญ…
-

ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 9.00 – 15.45 น.เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (The Migration Reform: TMR) จัดงานสัมมนา “การบริหารจัดการการย้ายถิ่น: แรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ในหัวข้อ ”ประเมินกฎหมายและนโยบายการบริหาร จัดการอพยพย้ายถิ่นในปัจจุบัน จุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทายและโอกาส“ โดยได้เชิญภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานและปัญหาในเมียนมา งานสัมมนาครั้งนี้ได้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนและความสำคัญของการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาหลังการรัฐประหาร Cathy Hardman ที่ปรึกษาการเมืองสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยเล่าถึงการทำงานด้านการย้ายถิ่นฐานว่าหลายปีที่ผ่านมาสถานทูตแคนาดาทำงานร่วมกับหลายประเทศในด้านการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐาน การเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าเราจะสามารถจัดการสถานการณ์การย้ายถิ่นฐานของแรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย ได้อย่างไรให้เกิดความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีทักษะให้พบหนทางในการตั้งถิ่นฐานถาวรและเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยตระหนักถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและแคนาดา สิ่งสำคัญคือเราต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้เปราะบาง “ในความพยายามนี้ เรายังจำเป็นต้องขยายการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ลี้ภัยและลดการแสดงออกเชิงเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) และการเลือกปฏิบัติ (discrimination)” ตัวแทนสถานทูตแคนาดากล่าว…
-

AICHR ไทยหารือภาคประชาสังคม หวังขยายบทบาทสิทธิมนุษยชนในอาเซียน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป…
-

เวที APF สัญจรภาคใต้: ทบทวน เตรียมพร้อม แก้ไข และก้าวต่อไปของอาเซียนภาคประชาชน
ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 23-24 คณะกรรมการจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียนประจำประเทศไทย (Thailand National Organizing Committee: Thai NOC) ภาคประชาสังคมภาคใต้ และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ประสานพลังร่วมงานกันจัดเวทีอาเซียนภาคประชาชนสัญจรภาคใต้ พร้อมทั้งจัดการประชุมประมวลสถานการณ์ภาคใต้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านกรณีภัยพิบัติ เพื่อเป็นการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมทั้งในเชิงเนื้อหาเพื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนที่ในปี 2568 นี้ประเทศมาเลเซ๊ย เพื่อนบ้านใกล้ชิดทางตอนใต้ติดกับประเทศไทยจะได้เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ซึ่งประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการพูดถึงและเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภาคใต้คือประเด็นสันติภาพและความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนา และผู้คนข้ามแดน สีนามิ: ภาพจำที่ชัดเจนของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี เลขาธิการ กป.อพช. ภาคใต้ ชวนระลึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของไทยซึ่งอีกไม่กี่วันจะถึงวันครบรอบ 20 ปี นั่นคือเหตุการณ์สึนามิ ครั้งนั้นเหตุการณ์สึนามิคร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนหากนับรวมหลายประเทศที่ประสบกับภัยพิบัตินี้ เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายในไทยอย่างเดียวก็มากถึงหลักหมื่นราย ชีวิตและหมู่บ้านหายไปกับตาภายในหนึ่งชั่วโมง ศพผู้คนเกลื่อนกลาด ไม่มีสภาพแบบที่เราเห็นโดยปกติ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ชาติไหน หนำซ้ำเกิดเหตุการณ์สึนามิระลอกหลังที่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เราเอง พื้นที่ของประชาชนที่สูญเสียไปถูกยึดครองเป็นของคนอื่น หลังจากเหตาการณ์นั้นเรามีการติดตั้งระบบเตือนภัยตามชายฝั่ง แต่หลังจากนั้นไม่นานระบบเตือนภัยอย่าง “ไซเรน” (หวอ) ก็กลายเป็นเศษเหล็ก ทุกคนลืมความสูญเสียจากเหตการณ์นี้ไปหมด ปัจจุบันมีโครงการบุกรุกชายฝั่งและชายเลนมากขึ้น เราต้องมีการเตรียมความพร้อมควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ว่าเหตการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะตอนที่เราเผชิญกับสึนามิเราไม่มีองค์ความรู้เลยว่านั่นคืออะไร…
-

จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า
จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า ถึง กิโยม ฟอรี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (CEO) บริษัท Airbus SE 10 ธันวาคม 2567 เรื่อง: ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท Airbus SE กับ บริษัท Aviation Industry Corporation of China (AVIC) กว่าสามปีหลังจากความพยายามก่อการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเดือนกมุภาพันธ์ 2564 คณะรัฐประหารยังคงก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ต่อประชาชนเมยีนมาโดยไม่ต้องรับโทษใดๆ การก่อการร้ายนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ คณะรัฐประหารยังคงเข้าถึงอาวุธได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเครื่องบินรบ และความช่วยเหลือด้านเทคนิคการบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง ซัพพลายเออร์รายสำคัญของอากาศยานทหารและการบำรุงรักษาให้แก่กองทัพคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินแห่งประเทศจีน (AVIC)[1] บริษัทของคุณเป็นนักลงทนุรายสำคัญและพันธมิตรของ AVIC ด้วยเอกสารและรายงานที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่องที่สหประชาชาติเกี่ยวกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนในเมียนมา[2] และบทบาทของ AVIC ในการจัดหาอาวุธให้กับคณะเผด็จการทหาร[3] คุณคงทราบดีว่าความร่วมมือของคุณกับ AVIC…
-

ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน
เวียนมาเป็นปีที่ 6 สำหรับ สัปดาห์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง-อาเซียน (Mekong-ASEAN Environmental Week – MAEW) พื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับประชาชนและภาคประชาสังคมในภูมิภาคที่เผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการพัฒนา สิทธิในทรัพยากร สิทธิมนุษยชน รวมถึงแนวทางการรับมือกับวิกฤตโลกรวน ในปีนี้เสมสิกขาลัย (SEM) ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้จัดวงสนทนา “ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ไมค์ ตัวแทน Blood Money Campaign วรวรร ศุกภระฤกษ์ และ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร จาก ETOs Watch Coalition และ เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน…
-

กมธ. กฎหมายฯ และ คปฐ. จัดสัมมนาทบทวนการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลายฝ่ายเสนอแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบาย มองเป็นองค์รวม ชงตั้งหน่วยงานเฉพาะแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (คปฐ.) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและแนวทางในการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง” ณ ห้องประชุม B1 – 2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันระดมความคิดและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน รวมถึงประชาชนทั่วไป กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ซึ่งมีกัณวีร์ สืบแสง เป็นประธาน ได้มีการศึกษาลงพื้นที่หลายเดือน เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งไทยเกี่ยวข้องในสี่ประเด็น คือ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้แสงหาที่ลี้ภัย และเหยื่อการค้ามนุษย์ เป็นเวลากว่า 45 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายคนเข้าเมือง เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านของคนหลายกลุ่มที่ต้องการเป็นที่พักพิงหรือต้องการมาทำงานยังประเทศไทย ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงวัยประมาณ 17…
-

กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย
“กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากเขื่อนภูงอย พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากหลายฝ่าย – คนอุบลฯ หวั่นวิกฤตน้ำท่วมเมือง สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสี่ยงเสียดินแดน “ เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2567 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยที่ปรึกษา พยานผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำภูงอย ซึ่งเครือข่ายประชาชนและภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากห่วงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง การประมง น้ำเท้อย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมยาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยในวันแรกของการลงพื้นที่ตรวจสอบ (16 พ.ค. 2567) กสม. ลงพื้นที่ไปยังจุดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 7 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรจบแม่น้ำชี-แม่น้ำมูล บ้านวังยาง อ.วารินชำราบ 2) รับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 และลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย…
-

อ่างเก็บน้ำแม่น้ำคลาแมธถูกระบายน้ำออกเพื่อโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ต้นฉบับแปลจาก: https://scitechdaily.com/klamath-river-reservoirs-drained-for-worlds-largest-dam-removal-project/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR0yVdE45wgZkwHNxcHDB99h4lJN6yjlJxhQKYrlLyp8_8HnTS8fnxAxKVw_aem_AZvPg4gNP8MacfyLUHCHyb76_lgLsWH95jsr_R3FlRcq0mVirYxI3vV9maXm5mNPACpk8CWmtkKRTQUMbu96NUhk การรื้อเขื่อนในแม่น้ำคลาแมธซึ่งครอบคลุมระหว่างปี 2566 ถึง 2567 ถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกันที่มุ่งฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งโดยการรื้อเขื่อนหลัก 4 แห่ง แม่น้ำคลาแมธทางตอนใต้ของรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือมีอิสระมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567 เขื่อน 4 แห่งจากทั้งหมด 6 แห่งริมแม่น้ำถูกทำลายและอ่างเก็บน้ำถูกระบายออกไป การดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งหลายร้อยไมล์ ถือเป็นโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเหตุผลของโครงการ เขื่อนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Iron Gate, Copco No. 1, Copco No. 2 และ JC Boyle ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1918 ถึง 1962 เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการปรับปรุงให้ทันสมัยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยูทิลิตี้ที่เป็นเจ้าของเขื่อนจึงเลือกที่จะรื้อถอนการก่อสร้างแทน นอกเหนือจากการขจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่แล้ว โครงการนี้คาดว่าจะกำจัดระบบนิเวศและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากสาหร่ายที่เป็นพิษ ซึ่งมีระดับที่เป็นอันตรายในอ่างเก็บน้ำเป็นประจำมาตั้งแต่ปี 2548 ความพยายามในการฟื้นฟูจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูพื้นที่หลายร้อยเอเคอร์และฟื้นฟูประชากรปลาใน แม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น แม่น้ำ ที่มีผลผลิตปลาแซลมอนมากเป็นอันดับสามบนชายฝั่งตะวันตก ขั้นตอนแรกของการกำจัดเขื่อน เขื่อนแรกที่จะถูกรื้อออกคือคอปโกหมายเลข 2…
-
130 CSOs call for OECD’s meaningful Guidelines and implementation
… อ่านฉบับแปลไทยด้านล่าง เรียน คุณ คอร์มันน์ เลขาธิการใหญ่ OECD ตัวแทนทูต OECD อันทรงเกียรติ: เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566 สภา OECD มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติของ OECD สำหรับวิสาหกิจข้ามชาติเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (guidelines) ด้วยการปรับปรุง OECD รับประกันความเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องของมาตรฐานเหล่านี้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม และประสานความเป็นผู้นำระดับโลกของ OECD ในฐานะผู้กำหนดมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (RBC) ในขณะที่เราเข้าใกล้วันครบรอบปีแรกของแนวปฏิบัติที่ได้รับการปรับปรุง ภาคประชาสังคมขอเรียกร้องให้คุณสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความหมายตามมาตรฐาน ผ่านการประกันว่า OECD จะมีการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิผลและการนำไปปฏิบัติโดยรัฐบาล เราเขียนด้วยความเคารพเพื่อกระตุ้นความมุ่งมั่นของคุณต่อการดำเนินการหลักสามประการเพื่อให้แน่ใจว่าบทบาทสำคัญของ OECD และแนวปฏิบัติในการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน: 1. สนับสนุนการดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลโดยศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (NCP) 2. ดำเนินการให้สอดคล้องกันระหว่างแนวทางปฏิบัติกับ OECD และนโยบายระดับชาติและกฎหมายว่าด้วย RBC 3. รับประกันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของภาคประชาสังคมเพื่อช่วยชี้แนะการกำหนดนโยบายของ OECD 1. สนับสนุนการดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลโดยหน่วยงานประสานงานระดับชาติ แนวทางแรกของรัฐบาลที่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัตินี้คือผ่านทางศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (NCP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งได้รับคำสั่งให้ส่งเสริมแนวปฏิบัตินี้แก่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และจัดการข้อเรียกร้องต่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติ ปัจจุบัน NCP…